AR เหรอ? จริงๆ แล้ว อาจมีมาตั้งแต่ 500 ปีก่อนในภาพวาด Mona Lisa

เทคโนโลยี AR หรือในชื่อเต็มๆ Augmented Reality ที่มีคำกำจัดความประมาณว่า การผสานโลกเสมือน (Virtual World) เพิ่มเข้าไปในโลกจริง (Physical World) จริงๆ แล้วอาจมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ 500 ปีก่อน ในภาพวาด Monalisa ของจิตรกรชื่อดังจากยุคเรเนสซองส์ (ค.ศ. 1450 -1600) อย่าง Leonardo Da Vinci

• หนึ่งเหตุผลที่ทำให้รูปวาดสีน้ำมันของหญิงสาวที่ชื่อ Mona Lisa เป็นตำนานชวนพิศวง นั่นคือรอยยิ้มของเธอ ซึ่งดูเหมือนจะตอบสนองกับสายตาของผู้ชม และคล้ายจะเหยียดยิ้มได้ราวเป็นมนุษย์จริงๆ

• Leonardo Da Vinci นั้นถูกจดจำทั้งในฐานะจิตรกร ประติมากร พอๆ กับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ การสร้างงานของเขาล้วนผ่านการทดลองและศึกษาอย่างจริงจัง และภาพวาดระดับมาสเตอร์พีชที่ถูกวาดในปี 1503 ก่อนจะเสร็จสิ้นในอีก 16 ปีหลังจากนั้นชิ้นนี้ ก็มาจากการรวมตัวขององค์ประกอบเชิงศิลปะ วิทยาศาสตร์ จักษุศาสตร์ และภาพลวงตา

Da Vinci ใช้เส้นขนาดแค่ 5/30 ไมโครเมตรเพื่อทำให้คนดูแทบมองไม่เห็นรอยฝีแปรง ส่วนบริเวณเงาของรอยยิ้ม เขาเลือกใช้เหล็กและแมงกานีสมาผสมกันก่อนป้ายลงไป การแยกเลเยอร์เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ราวกับเป็นงาน 3 มิติ

• ในช่วงปีที่ Da Vinci กำลังวาดรอยยิ้มของ Mona Lisa เขามักใช้เวลากลางคืนหมดไปกับการชำแหละผิวหนังศพ เพื่อศึกษากล้ามเนื้อ และเส้นประสาทที่จะทำให้เกิดการยิ้ม เขาวิเคราะห์ทุกความเป็นไปได้ของทุกการเคลื่อนไหว มุ่งมั่นค้นหาจุดกำเนิดจากทุกเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งเป็นแพสชั่นระดับที่นักสร้างสรรค์ทุกคนควรเอาเยี่ยงอย่าง

• และเพื่อทำให้ภาพวาดเหมือนหลุดออกมาจากเฟรมได้จริงๆ เขาจึงมุ่งสู่เรื่องทางเคมี—เขาเริ่มต้นรองพื้นด้วยสีขาวอย่างจงใจด้วยการคำนึงถึงการสะท้อนระหว่างสีกับแสง ก่อนลงสีน้ำมันทีละชั้นแบบแยกเลเยอร์ เพื่อทำให้เกิดภาวะโปร่งแสง ตรงแก้มของ Mona Lisa—Da Vinci ใช้เส้นขนาดแค่ 5/30 ไมโครเมตรเพื่อทำให้คนดูแทบมองไม่เห็นรอยฝีแปรง ส่วนบริเวณเงาของรอยยิ้ม เขาเลือกใช้เหล็กและแมงกานีสมาผสมกันก่อนป้ายลงไป การแยกเลเยอร์เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ราวกับเป็นงาน 3 มิติ

• มากไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ภาพ Mona Lisa ดูราวกับเป็นศิลปะอินเทอร์แรคทีฟ คือการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ โดยเขาทดลองจนแน่ใจว่า แสงนั้นไม่ได้ไม่ได้พุ่งสู่สายตาเพียงจุดเดียว แต่มันทำงานกับทุกส่วนของเรตินา และส่วนกึ่งกลางของเรติน่าที่ชื่อ fovea คือส่วนที่ดีเยี่ยมที่สุดในการมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ—พื้นที่รอบๆ fovea สามารถรับเงา และเฉดขาว-ดำได้อย่างดี เมื่อเรามองวัตถุตรงๆ วัตถุจะปรากฏให้เห็นชัดเจนมากกว่าการมองแบบเอียงๆ จากหางตา ที่ทำให้เกิดความเบลอราววัตถุอยู่ห่างออกไปทั้งที่จริงๆ มันอยู่ในระยะเดียวกัน

เมื่อคุณมองไปยังภาพ และสายตาของคุณมองต่ำไปยังฉากหลัง หรือมือของ Mona Lisa การรับรู้ของคุณเกี่ยวกับริมฝีปากของเธอจะถูกควบคุมด้วยความถี่ของช่องว่าง ดังนั้นมันจึงเพิ่มระดับความร่าเริงของเธอมากกว่าการจ้องมองตรงๆ

• ความรู้เหล่านี้เองที่ Da Vinci นำมาสร้าง AR ให้แก่รอยยิ้มของ Mona Lisa เส้นโค้งงุ่มลงที่เขาวาดอย่างจงใจตรงมุมปากของเธอทำให้เรติน่าสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ ตรงนั้นอย่างชัดเจน จนเรามองเห็นราวกับว่าเธอไม่ได้ยิ้มเวลามองตรงๆ ต่อเมื่อเราเคลื่อนสายตาเพียงเล็กน้อย แล้วมองไปยังแก้ม ดวงตา หรือส่วนอื่นๆ ของภาพ มายากลของดวงตาจะทำให้เรารู้สึกราวกับว่าเธอกำลังยิ้มให้อย่างมีเลศนัย

• Margaret Livingstone นักประสาทวิทยา จาก Harvard Medical School บอกว่า “เมื่อคุณมองไปยังภาพ และสายตาของคุณมองต่ำไปยังฉากหลัง หรือมือของ Mona lisa การรับรู้ของคุณเกี่ยวกับริมฝีปากของเธอจะถูกควบคุมด้วยความถี่ของช่องว่าง ดังนั้นมันจึงเพิ่มระดับความร่าเริงของเธอมากกว่าการจ้องมองตรงๆ”

ดังนั้น รอยยิ้มของ Mona Lisa จึงอาจนับได้ว่าเป็นนวัตกรรม AR ชิ้นแรกของมนุษย์

ILLUSTRATED BY JIDA LEEPAIBOON

Share Article

Leave a reply