ตารางเวลาก็มี… ทำไมถึงยังจับงานตัวดีไม่อยู่มือ

มีตารางงานก็แล้ว แต่ทำไมถึงพะว้าพะวัง คิดงานไม่ออกเสียที

• มากกว่า 50% ของผู้ทำแบบสอบถามโดยสามนักวิจัย Selin Malkoc, Gabriela Tonietto และ Steve Nowlis บอกว่า พวกเขาใช้แอพพลิเคชั่นประเภทปฏิทินเพื่อกำหนดนัดหมาย หรือสร้าง to-do-list อยู่เป็นประจำ

• 63% ในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศยืนยันว่า ตารางงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง

• ในฐานะคนทำงานเราล้วนควรเคยชินกับการสร้างตารางาน โดยเชื่อว่า มันจะช่วยสร้างผลผลิตในการทำงาน (productivity) ได้ แต่งานศึกษา 8 ชิ้นจาก Selin Malkoc, Gabriela Tonietto และ Steve Nowlis บอกว่า มันอาจเป็นเพียงมายาคติ…

• ‘การหดตัวของเวลา!’ — ไอ้เจ้าความรู้สึกที่ว่า เวลาช่างผ่านไปเร็วเมื่อเรามีความสุข และเวลามักผ่านไปช้าชั่วกัลป์เมื่อเราเป็นทุกข์ประหนึ่งบทกวีนี้ คือตัวการสำคัญ

• ในการศึกษาหนึ่ง ผู้เข้าร่วม ถูกถามว่า พวกเขาจะไปฟังปราศัยของประธานธิบดีที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากนี้หรือไม่ ซึ่งคนที่ตอบเข้าร่วม จะมีความรู้สึกว่า เวลาหนึ่งชั่วโมงที่พวกเขามีอยู่ช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน . • สอดคล้องกับอีกหนึ่งการศึกษา เมื่อผู้เข้าร่วมครึ่งหนึ่งถูกขอให้จินตนาการว่า พวกเขาจะมีนัดกับเพื่อนในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ขณะที่อีกครึ่งถูกขอให้จิตนาการว่าพวกเขาไม่มีอะไรต้องทำ และเมื่อผู้เข้าร่วมทั้งหมด ถูกถามว่าพวกเขารู้สึกว่า เหลือเวลาเท่าไหร่สำหรับการอ่านหนังสือในหนึ่งชั่วโมง—คนกลุ่มแรกตอบว่าประมาณ 40 นาที ส่วนกลุ่มหลังกลับมีเวลามากถึง 49 นาที ทั้งที่ในทางกายภาพพวกเขามีเวลาเท่ากัน

• เราอยู่ในโลกของเหตุและผล มีเวลา 24 ชั่วโมงเหมือนกัน แต่ในโลกของความรู้สึก เราก็ไม่อาจละเลยได้ เพราะเจ้าความรู้สึกนั้น เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตัวของมันเอง Steve Nowlis บอกว่า คล้ายเวลาเราต้องเผชิญกับความกลัวที่เราไม่อยากเข้าไปยุ่ง การมีเวลาจำกัดมักทำให้รู้สึกว่า ความเป็นไปได้ที่จะใช้เวลาตามที่มีอยู่จริงลดน้อยลง

‘การหดตัวของเวลา!’ — ไอ้เจ้าความรู้สึกที่ว่า เวลาช่างผ่านไปเร็วเมื่อเรามีความสุข และเวลามักผ่านไปช้าชั่วกัลป์เมื่อเราเป็นทุกข์ประหนึ่งบทกวีนี้ คือตัวการสำคัญ

• แต่เมื่อเราต้องผูกชีวิตไว้กับเข็มนาฬิกา ทางเดียวที่จะแก้ได้นั่นคือการดีลกับความรู้สึก—การศึกษาอีกชิ้น ได้ทดสอบการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำบางอย่าง โดยแจ้งกับผู้เข้าร่วมกลุ่มแรกว่า พวกเขาจะมีเวลา ‘แค่ 5 นาที’ สำหรับทำอะไรก็ตามที่พวกเขาอยากทำก่อนเริ่มทำแบบสำรวจ’ และบอกกลุ่มที่สองว่า การทำแบบสอบสำรวจ ‘จะเริ่มในอีก 5 นาที’ ถัดจากนี้ และพบว่า เพียงเปลี่ยนชุดคำ เช่น ‘จะเริ่มทำอะไรบางอย่าง’ ที่ทำให้รู้สึกว่าเรายังอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่เพ่งมองไปยังสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าจนเกินควร ก็เพียงพอต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะคนกลุ่มหลังเลือกใช้เวลาสั้นๆ นี้ ไปกับการตอบอีเมล ดูโซเชียลมีเดีย และอื่นๆ

อาจจะเชยไปหน่อยที่ต้องยกคำของนิกายเซนที่สอนให้อยู่กับ ‘ปัจจุบัน’ มาอ้าง แต่ในโลกที่เราต้องวิ่งตาม schedule ตลอดเวลา การศึกษานี้ก็ยืนยันว่า อย่ากังวลไปก่อนหน้า เพราะช่วงขณะที่เราใช้ไปกับความกังวลนั้น อาจทำให้เสียปัจจุบันที่ควรเอามามุ่งมั่นกับการทำสิ่งที่ควรทำ ณ ขณะนี้ . .

ILLUSTRATED BY NATTAPON KAIKEAW

Share Article

Leave a reply