แอบส่อง 6 ท่าโพสในประวัติศาสตร์ ที่คุณอาจจะอยากลองทำตาม

1 2 3 Capture! ท่าถ่ายรูปประจำตัวของคุณคือท่าไหนกันบ้างเหรอ? ลองเปิดรูปในมือถือหรือโซเชียลดูสิ ไถไปไถมา เจอรูปเพื่อนรูปดาราแล้วก็รู้สึกว่าครั้งหน้าน่าจะลองโพสท่านี้ถ่ายรูปดูบ้างนะ

 

ไม่ใช่แค่สมัยนี้นะ ที่ท่าโพสบางท่ากลายเป็นเทรนด์ให้คนอีกมากทำตาม (ยังจำช่วงที่ OK กลับหัวของนักฟุตบอล Dele Alli ฮิตติดเทรนด์ได้ใช่ไหมล่ะ) สมัยก่อนเอง ก็มีท่าโพสบางท่าที่เกิดขึ้นมา แล้วเป็นแรงบันดาลใจให้คนในรุ่นต่อๆ มาทำตามเหมือนกัน อย่างเช่นที่นโปเลียน หรือเหมา เจ๋อตง ชอบยกมือขวา จริงๆ ก็ได้ท่ามาจากจักรพรรดิยุคโรมันนั่นแหละ

เพราะฉะนั้น เลยอยากชวนย้อนเวลากลับไปดู 6 ท่าโพสในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ อยากลองโพสตามดูก็ได้ แต่เตือนก่อนเลยว่าบางท่าก็ไม่ง่ายเลย

1. Composite

เขาโพสกันมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณแล้วนะคุณ! ภาพวาดอียิปต์โบราณนี้ แม้จะดูแปลกๆ ไปนิด แต่จริงๆ แล้วนำเสนอท่าทางการโพสที่ประกอบเอาจากหลายมุมมองแล้ววาดออกมาเป็นภาพสองมิติ คนในภาพมีลำตัวที่ตั้งตรง ขณะที่หัว เอว และขา กลับถูกนำเสนอเพียงด้านข้างเพียงแค่ด้านเดียว ที่น่าแปลกอีกอย่างคือ แม้คนในภาพจะกำลังหันข้าง แต่ดวงตากลับจ้องกลับมาที่ผู้ชม

เหตุผลคือการวาดจมูกและเท้านั้นง่ายกว่า หากวาดเพียงแต่ด้านข้าง ขณะที่ดวงตาและหัวไหล่วาดในมุมตรงง่ายกว่า นอกจากนี้ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อกันว่าทุกดวงวิญญาณต้องการที่อยู่สักแห่งบนโลก ไม่ว่าจะเป็นโลงหินแกะสลัก หรือภาพวาดของตัวเอง เพื่อที่จะใช้ชีวิตในโลกหลังความตายได้อย่างเป็นสุข ภาพวาดเหล่านี้จึงมีความนิ่งงัน ไร้อารมณ์ เพื่อที่จะได้รักษาความเป็นอมตะให้คงไว้ตลอดกาล

 

2. Contrapposto / Counterpose

ชาวกรีกก็มีท่าโพสในแบบของตัวเองเหมือนกัน เอกลักษณ์ของท่าโพสแบบกรีกนั้นคือการจับภาพร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว แล้วนำเสนอออกมาผ่านประติมากรรมหรือจิตรกรรม ภาพคนในงานศิลปะของกรีกจึงมีการลงน้ำหนักไปที่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง (Engage Leg) ขณะที่อีกข้างจะอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย หัวไหล่กับศีรษะของแบบก็มักจะบิดไปในทิศตรงข้ามกับขาข้างที่ยันพื้นไว้  ทำให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังพลิกตัวอยู่

ภาพการโพสแบบ Contrapposto ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นหรือภาพวาดก็ตาม หลายครั้งอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแบบเหล่านั้นกำลังมีชีวิต เพราะด้วยความที่มันดู ‘เป็นธรรมชาติ’ มากๆ นั่นเอง

แต่แม้โพสจะดูเป็นธรรมชาติแค่ไหน ความจริงเราก็ไม่สามารถยืนอยู่ในท่าทางเช่นนั้นได้อย่างสบายนัก Contrapposto เป็นที่นิยมในงานศิลปะมาโดยตลอด นับตั้งแต่งานในยุคเรเนซองส์อย่างรูปปั้นเดวิดมาจนถึงภาพถ่ายร่วมสมัยชุด Compton Contrapposto (2016) ของ เจนิวีฟ เกนาร์ด (Genevieve Gaignard)

 

3. Adlocutio / Orator 

ในบางสังคม ประชาชนอาจได้เห็นท่าโพสนี้อยู่บ่อยๆ อันที่จริงท่านี้ไม่ต่างจากท่า Contrapposto เท่าไรนัก เพียงแค่ยกแขนขวาและชี้นิ้วชี้ขึ้น โพส Contrapposto ก็จะกลายมาเป็น Adlocutio ทันที ส่วนสาเหตุว่าทำไมถึงต้องเป็นแขนขวา คำตอบก็คือในโลกของศิลปะตะวันตก ร่างกายฝั่งขวาคือสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับความถูกต้องและพระผู้เป็นเจ้า

น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าท่าโพสนี้ฮิตกันในหมู่ผู้ใดบ้าง แน่นอนว่าต้องเป็นเหล่าผู้นำหรือแม่ทัพต่างๆ ท่าโพสแบบ Adlocutio ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือประติมากรรม ‘Augustus of Primaporta’ซึ่งต่อมาก็มีศิลปินหลายคนได้รับอิทธิพลไปใช้ในงานของตัวเอง เช่น ภาพวาดนโปเลียน (Napoleon Crossing the Alps) ของ Jacques-Louis David, ภาพจอร์จ วอชิงตัน (1796) ของ Gilbert Stuart, หรือภาพวาดของประธานเหมา เจ๋อ ตง อีกหลายภาพ

 

4. Serpantine

บิดจนหมาดกับการโพสแบบ Serpantine ที่แสดงให้เห็นถึงการเหนี่ยวรั้ง การสัมผัสกัน และรูปแบบของร่างกายที่ดูผิดธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดสำหรับการโพสแบบนี้คือประติมากรรม ‘Laocoön and His Sons’ ซึ่งได้ถูกค้นพบในไร่องุ่นของดินแดนโรมันราวปี 1506 ทว่ามันได้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนคริสตกาล ในศตวรรษที่ 16 Michelangelo เดินทางไปศึกษาและให้สนใจกับประติมากรรมชิ้นนี้อย่างมาก

รูปแบบของประติมากรรมชิ้นนี้คือท่วงท่าการบิดของร่างกายในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะตะวันตก ที่ปกติแล้วจะมีการบิด-ดัดร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กับ Laocoön มันเป็นการบิดไปทั้งลำตัว ร่างกายหลายส่วนดูผิดธรรมชาติ จนบางทีทำให้นึกถึงการบิดขี้เกียจเสียด้วยซ้ำ ท่าโพสแบบ Serpantine ได้ทำให้ Michelangelo ตื่นตะลึงและประทับใจ จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในงานประติมากรรมและจิตรกรรมของเขาอีกหลายชิ้นในเวลาต่อมา

 

5. Pudica

ในขณะที่รูปปั้นชายเปลือยดำเนินมาในโลกศิลปะอย่างยาวนาน จู่ๆ นักปั้นชื่อดังแห่งยุคกรีกโบราณอย่าง Praxiteles ก็เลือกที่จะมาปั้นหญิงเปลือยบ้าง ประติมากรรม ‘Aphrodite of Knidos’ คือรูปปั้นหญิงเปลือยชิ้นแรกในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก

การเลือกที่จะแหกคอกนี้ทำให้เขาต้องคิดค้นท่าโพสแบบใหม่พร้อมกับใส่เรื่องเล่าให้กับรูปปั้นเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ความโป๊เปลือยที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เรื่องราวของประติมากรรมชิ้นนี้คือ เทพีอโฟรไดท์ได้รับรู้ว่ามีคนแปลกหน้ากำลังจะบุกรุกเข้ามาในห้องที่เธออาบน้ำอยู่ เธอจึงลุกขึ้นมายืนในท่าโพสแบบ Contrapposto ใช้มือข้างหนึ่งปิดที่อวัยวะเพศ ส่วนอีกข้างก็เอื้อมไปหยิบเสื้อผ้า เกิดเป็นท่าโพสใหม่ในชื่อ ‘Pudica’ (ในภาษาละติน คำว่า Pudica นี่ก็แปลว่าเขินอาย)

ทวงท่าแบบ Pudica จึงดูมีความขวยเขินอยู่ในที และกลายมาเป็นต้นแบบของภาพผู้หญิงในงานศิลปะหลายแขนง ขณะเดียวกับที่ท่าโพสนี้ปกปิดส่วน ‘โป๊’ ของพวกเธอ มันกลับทำให้พวกเธอดูเย้ายวนมากขึ้น ดึงความสนใจของผู้ชมให้คิดไปในเรื่องทางเพศมากกว่าเดิมเสียอีก ศิลปินในยุคต่อมานิยมท่าโพสนี้และนำไปใช้ในงานของตัวเอง อย่างภาพ กำเนิดวีนัส (The Birth of Venus) ของ Sandro Botticelli หรือภาพ The Expulsion from Paradise ของ Masaccio

 

6.Odalisque

จากท่า Pudica การโป๊ของอะโฟรไดท์ ยังนำไปสู่การโป๊ของผู้หญิงธรรมดาด้วย!

ราวต้นศตวรรษที่ 16 ศิลปินชาวอิตาเลียน Giorgione ได้วาดภาพ ‘Sleeping Venus’ ซึ่งเป็นภาพหญิงเปลือยในท่านอนภาพแรกของโลก Giorgione ได้นำท่าโพสแบบ Pudica มาใช้ในอิริยาบถการนอน โดยมือซ้ายของวีนัสกำลังปิดของลับของเธออยู่ ขณะที่อีกมือใช้หนุนหัวนอน ภาพอีโรติกนี้ถือเป็นการแหกคอกยุคสมัยอีกครั้ง แต่มันก็ได้กลายเป็นที่ยอมรับเพราะว่ามันคือภาพการเปลือยของ ‘เทพ’ ไม่ใช่การเปลือยของผู้หญิงจริงๆ

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 18 วิธีคิดแบบจักรวรรดินิยมได้ทำให้หลายอาณาจักรพยายามขยายขอบเขตของตน สงครามทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานมากมาย วัฒนธรรมและศิลปะก็เกิดการถ่ายเทตามไปด้วย ศิลปินจากฝั่งตะวันตกจึงได้รับรู้เรื่องราวจากฝั่งตะวันออกมากขึ้น และสิ่งหนึ่งที่พวกเขาประทับใจเป็นอย่างมากคือ ‘ฮาเร็ม’ ของอาณาจักรออตโตมัน ในฮาเร็มมีแรงงานหญิงผิวขาวที่เรียกว่า ‘Odalisque’ ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้ได้กลายมาเป็นแบบของศิลปินอย่าง Jean Auguste-Dominique เจ้าของภาพ Grande Odalisque ภาพของ Odalisque (1814) ทำให้ผู้หญิงเปลือยในภาพวาดไม่ใช่เทพเจ้าอีกต่อไป แต่ขณะเดียวกันพวกเธอก็ไม่ได้ถูกคำนึงถึงในฐานะผู้หญิงที่มีเกียรติ

จนเมื่อศิลปินฝรั่งเศส Édouard Manet วาดภาพ Olympia (1865) นั่นแหละ ถึงจะเป็นครั้งแรกที่มีภาพผู้หญิงผิวขาวร่วมสมัยโป๊เปลือยอยู่บนผืนผ้าใบ และไม่ใช่ผู้หญิงที่นอนหลับตาหรือมีท่าทางสงบเสงี่ยม แต่กลับจ้องตรงมาสู้สายตากับผู้ชมของเธอ

 

ILLUSTRATED BY Nattapon Kaikeaw

Share Article

Leave a reply