เมื่ออักษรเบรลล์ไม่ตอบโจทย์ผู้พิการทางสายตา ถึงเวลาหรือยังที่เราจะรีดีไซน์?

เราจะอยู่ในโลกอย่างปกติแบบไหน ถ้าอยู่ๆ วันหนึ่งเราไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อีกต่อไป?

หากผ่านวิชาประวัติศาสตร์ชวนหาวมาบ้าง เราคงคุ้นเคยกับการยึดเอาเวลาที่มนุษย์เริ่มมีภาษาเขียนเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ ว่ากันตามหลักดังกล่าว ประวัติศาสตร์แท้จริงของผู้มีปัญหาทางสายตา ก็คงเกิดขึ้นเมื่อโลกมีอักษรเบรลล์ (Braille) ที่ทำให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้เหมือนคนทั่วไป แต่ขณะที่วิธีสื่อสาร คำศัพท์ หรืออื่นๆ ในโลกที่มองเห็นด้วยตา ถูกสร้างและออกแบบใหม่อยู่ทุกวัน ผู้มีปัญหาทางสายตากลับยังติดอยู่ในระบบสื่อสารชนิดนี้มาเกือบ 2 ทศวรรษ ขณะมีแค่ 10 เปอร์เซ็นเท่านั้นที่เข้าใจมัน—ข่าวดีคือ ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบอาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้

• อักษรเบรลล์ ที่ช่วยขจัดปัญหาทางการอ่านและเขียนของผู้มีปัญหาทางสายตา ถูกสร้างในปี 1829 โดย Louis Braille ครูชาวฝรั่งเศสผู้ต้องทรมานกับการโดยปิดกั้นจากโลกมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เมื่อตาสองข้างของเขาบอดสนิทด้วยอุบัติเหตุ และการติดเชื้อรุนแรง ความหวังเดียวของ Braille สำหรับการอ่านออกเขียนได้จึงอยู่ที่ปลายนิ้วของตัวเอง

คนที่อ่านอักษรเบรลล์ได้คือคนที่พิการทางสายตามาตั้งแต่เกิด ขณะที่ 99 เปอร์เซ็นต์ของผู้พิการ สูญเสียความสามารถทางการมองเห็นหลังจากพวกเขาเกิด

• ราวอายุ 15 ปี Braille ได้พบกับนายทหารคนหนึ่งที่นำวิธีการส่งข่าวแบบทหารในเวลากลางคืนที่มีชื่อ night-writing โดยใช้รหัสตัวนูน 12 จุดมาบอกเล่าในโรงเรียนของเขา จนเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างตัวอักษรจากตัวนูนเล็กๆ 6 จุดสำหรับคนตาบอดขึ้น โดยมีวิธีอ่านคือการลากนิ้วไปตามอักษรเหล่านั้น

• อักษรเบรลล์จึงได้เชื่อมโลกของคนตาบอดและคนตาดีเข้าหากันผ่านระบบการสื่อสารด้วยการสัมผัส กระนั้น เกือบ 200 ปีที่ผ่านมา กลับมีคนตาบอดและผู้มีปัญหาทางสายตาอ่านอักษรเบรลล์ได้เพียงไม่ถึง 10 เปอร์เซ็น— …ปัญหาคืออะไร?

• แน่นอนว่า อักษรเบรลล์ได้เปลี่ยนชีวิตของผู้มีปัญหาทางสายตามากมายทั่วโลก คนที่สามารถใช้อักษรเบรลล์มักมีโอกาสเรียน ได้งานทำ และใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่จากผลสำรวจในผู้พิการทางสายตา 8.4 ล้านคนในสหรัฐฯ กลับมีแค่ประมาณ 100,000 คนเท่านั้นที่อ่านอักษรเบรลล์ได้ดี ขณะส่วนที่เหลือก็ยังต้องทุกข์ทรมานกับความพิการของตัวเอง ซึ่งปมสำคัญนั้น Andrew Chepaitis ผู้ทำการพัฒนาตัวอักษรสัมผัสรูปแบบใหม่มายาวนานเกือบ 20 ปี บอกว่า “คนที่อ่านอักษรเบรลล์ได้คือคนที่พิการทางสายตามาตั้งแต่เกิด ขณะที่ 99 เปอร์เซ็นต์ของผู้พิการ สูญเสียความสามารถทางการมองเห็นหลังจากพวกเขาเกิด” ซึ่งแม้จะเรียนอักษรเบรลล์ในภายหลัง แต่ก็มีจำนวนมากยอมรับว่ามันยากเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องของความเร็ว และการจับใจในการความในการอ่าน

• “เหตุผลที่ Braille เลือกใช้จุด เป็นเพราะมันคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างตัวอักษรแบบสัมผัส ด้วยการใช้หัวปากกากดลงบนกระดาษ” Chepaitis อธิบาย “สิ่งนั่นมันยอดเยี่ยม และเป็นการปฏิวัติ” แต่ในทางกลับกันขณะโลกมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าปากกาและกระดาษ Chepaitis เห็นว่าตัวอักษรสัมผัสก็ควรขยับไปสู่รูปแบบอื่น

ตัวอักษรรูปแบบใหม่นี้สามารถเรียนรู้ได้ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ต่างจากอักษรเบรลล์ที่ต้องเรียนรู้นาน 6-9 เดือน

• เขาจึงโยนจุดของ Braille ทิ้ง และตั้งต้นสร้างระบบสัญลักษณ์จากเส้นโค้งและตรงในชื่อ ELIA —ขณะที่อักษรเบรลล์มีรหัสทางทหารเป็นพื้นฐาน ELIA เลือกประยุกต์เอาฟอร์มของตัวอักษรภาษาอังกฤษมาใช้แทนที่ หาสังเกตที่รูป เราจะเห็นว่า C แทบมีฟอร์มไม่ต่างจากตัว C ในภาษาอังกฤษ ส่วนตัวอักษรที่อาจทำให้สับสนได้ง่าย เช่น ตัว W ซึ่งอาจอ่านได้ทั้ง V, V V, หรือ W ELIA ก็จัดการเปลี่ยนฟอร์มของมันเสียใหม่ ด้วยการสร้างกรอบสี่เลี่ยมเล็กๆ ที่มีเส้นสามเหลี่ยมด้านล่างขึ้นมา

• สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการมองเห็นในภายหลัง คงง่ายกว่าที่พวกเขาจะเรียนรู้อักษรที่มีพื้นฐานมาจากตัวอักษรที่พวกเขาคุ้นเคย โดยอักษร ELIA ได้ผ่านการวิจัยอย่างหนักหน่วงมาตลอด 6 ปี ทั้งเรื่องขนาดของฟอนต์ที่ใหญ่กว่าอักษรเบรลล์ทั่วไป เพราะการวิจัยบอกว่า เพียงเพิ่มขนาดเล็กน้อย ก็จะช่วยทำให้ผู้พิการทางสายตาอ่านได้เร็วขึ้น หรือการทดสอบ และยืนยันว่าระบบตัวอักษรรูปแบบใหม่นี้สามารถเรียนรู้ได้ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ต่างจากอักษรเบรลล์ที่ต้องเรียนรู้นาน 6-9 เดือน

โดยในวันที่ 18 เมษายน 2018 —ELIA ก็ได้ปล่อยเคมเปญเพื่อประชาสัมพันธ์ และขอทุนสนับสนุนในการผลิตผ่านเว็บไซต์ kickstarter.com ไปแล้ว แถมยังประกาศอีกว่า พวกเขาจะสร้างเครื่องปริ้นต์ที่สามารถพิมพ์อักษร ELIA ได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้

ILLUSTRATED BY NATTAPON KAIKEAW

Share Article

Leave a reply