เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่นำความเป็นไปได้ใหม่ๆ มาสู่ชีวิต

นอกจากบ้านที่มีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น คุณเคยคิดถึงบ้านในแบบอื่นๆ ที่จะทำให้ชีวิตมีความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไหม?

การครอบครองที่อยู่อาศัยที่แวดล้อมไปด้วยสรรพสิ่งทันสมัยที่เชื่อมต่อกับทุกพื้นที่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วกลายเป็น a must ที่ใครๆ ก็แสวงหา แต่คุณภาพชีวิตดีๆ ที่ลงตัวกลับแลกมาด้วยราคามหาโหด ครั้นจะเขยิบไปอยู่ชานเมืองก็ต้องเสียเวลาฝ่ารถติดเพื่อพาตัวเองเข้าเมืองสู่ปัจจัยต่างๆ ในการดำรงชีวิต

โจทย์ข้างต้นทำให้สถาปนิกและนักออกแบบเริ่มหันมาให้ความสนใจกับแนวคิดที่ครอบคลุมความต้องการใช้งานอันหลากหลาย ที่ชื่อ ‘inclusive city’ หรือ ‘เมืองทั่วถึง’ ซึ่งจะขยายนิยามคำว่าบ้านให้มีอะไรมากกว่าที่เราคุ้นเคย—แล้วแนวคิดนี้ดีอย่างไร ทั่วถึงที่ว่าทั่วถึงแบบไหน…?

• เวลาที่มากกว่า ใช้ชีวิตได้มากกว่า

จะเป็นอย่างไรถ้าเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการจราจรที่ติดขัดและเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้เพียงเอื้อมมือ แนวคิด mixed-use หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน คือกุญแจสำคัญที่เข้ามาจัดการกับปัญหาการกระจุกตัวของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่รวมตัวกันอยู่แค่ในใจกลางเมือง

โดยการนำบ้าน ศูนย์การค้า โรงเรียน โรงพยาบาล วัด ออฟฟิศ แหล่งงานและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ต่างๆ มาไว้ที่ย่านเดียวกัน ซึ่งการออกแบบพื้นที่ให้มีความหลากหลายเช่นนี้จะทำให้เกิดการกระจายความเจริญและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอีกต่อไป

• สีเขียวมากขึ้น จิตดีขึ้น

แค่ออกแบบให้อาคารมีความ ‘เขียว’ มากขึ้น เราก็ช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมของโลกได้แล้ว ยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศสเจ้าของแชมป์บอลโลกปีล่าสุดที่ออกกฎหมายใหม่กำหนดให้อาคารต้องมีหลังคาสีเขียว หรือ green roof ซึ่งมีข้อดีคือช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร ทำให้ใช้พลังงานน้อยลงในการทำให้อาคารเย็นหรืออบอุ่น ซึ่งส่งผลต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

พื้นสีเขียว เช่น สวนสาธารณะ ยังช่วยเสริมให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีด้วยการช่วยลดความไม่สบายใจ ทำให้เราผ่อนคลาย และลดความเครียดสะสมได้ การทดลองหนึ่งพบว่า พื้นที่สีเขียวมีผลสัมพันธ์กับความคิดเชิงบวก ทั้งยังพบว่าสิ่งแวดล้อมมีผลสำคัญต่อแบบแผนทางพฤติกรรมของเรา จึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า การอยู่อาศัยในที่ที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว จะช่วยพัฒนาทั้งคุณภาพการใช้ชีวิตและสุขภาพจิตของเราไปพร้อมกัน

• เดินได้มากกว่า สุขภาพดีกว่า

เมื่อขยับเท่ากับออกกำลังกาย การเดินจึงเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยเบิร์นไขมันได้ดี สสส. หรือสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ ได้ทำการวิจัยมาแล้วว่า การเดินวันละ 10,000 ก้าว จะเบิร์นไขมันได้มากกว่า 500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน หรือ 3,500 กิโลเคลอรี่ต่อสัปดาห์ และเมื่อใดที่สะสมแคลอรี่ที่เบิร์นออกไปได้ครบ 7,700 กิโลแคลอรี่ ก็จะเท่ากับน้ำหนักที่หายไป 1 กิโลกรัม!

การเดินวันละ 10,000 ก้าว จะเบิร์นไขมันได้มากกว่า 500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน หรือ 3,500 กิโลเคลอรี่ต่อสัปดาห์ และเมื่อใดที่สะสมแคลอรี่ที่เบิร์นออกไปได้ครบ 7,700 กิโลแคลอรี่ ก็จะเท่ากับน้ำหนักที่หายไป 1 กิโลกรัม!

การจัดวางพื้นที่ในการใช้ชีวิตต่างๆ ให้อยู่ในระยะที่เข้าถึงได้ด้วยเท้าด้วยกระจายสิ่งปลูกสร้างอยู่ยิบย่อยตามพื้นที่ต่างๆ ของเมืองแทนการกระจุกตัวกันอยู่แต่เฉพาะในพื้นที่กลางเมือง หรือที่เรียกกันว่า พื้นที่แบบ human scale ซึ่งเป็นแนวคิดของเจ้าพ่อวงการสถาปนิกอย่าง Yan Gehl จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านปัจจัยง่ายๆ อย่างการเดิน

• อยู่ด้วยกันมากขึ้น ความผูกพันทางสังคมมากขึ้น

เพราะชีวิตคือการติดต่อเชื่อมโยงกับผู้อื่น งานวิจัยของ Robert Putman พบว่า 1 ใน 4 ของคนอเมริกันล้วนห่างไกลจาก ‘ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย’ หรือว่ากันง่ายๆ ว่าพวกเขาไม่ค่อยมีเพื่อนนั่นเอง

10 นาทีที่เราเสียไปกับการเดินทาง จะทำให้ความผูกพันทางสังคม (social ties) ลดลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์

นอกจากปัจจัยอย่างการเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ที่ดึงผู้คนออกจากการปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ แล้ว วัฒนธรรมการขับขี่รถยนต์ยังเป็นเครื่องมือที่จำกัดเราให้อยู่แต่ในพื้นที่แคบๆ อยู่กับตัวเอง และไม่ได้พบเจอใคร โดย Putman ยังพบว่า 10 นาทีที่เราเสียไปกับการเดินทาง จะทำให้ความผูกพันทางสังคม (social ties) ลดลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ก็ลองคูณดูว่าวันหนึ่งเราใช้เวลาไปบนท้องถนนเท่าไหร่

แต่การออกแบบที่อยู่อาศัยแบบมิกส์ยูสที่มีพร้อมทั้งที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แหล่งจับจ่ายใช้สอย และพื้นที่ไลฟ์สไตล์อื่นๆ อยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อได้ด้วยการเดินอย่างรื่นรมย์ จะช่วยทำให้เรามีเวลาเหลือเยอะขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและผู้อื่นไปในคราวเดียวกัน!

ILLUSTRATED BY JIDA LEEPAIBOON

Share Article

Leave a reply