‘รถคันนี้สีอะไร’ ความสร้างสรรค์บนถนนไทยและที่มาที่ไปของสติ๊กเกอร์ติดท้ายรถ

‘บารมีพ่อแม่’ ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ ‘รถคันนี้สีแดง’ ‘แซงเลยผมไม่รีบ’ น่าจะเคยเห็นถ้อยคำเหล่านี้กันบ้าง ที่หลังรถสักคันบนท้องถนน

 

เคยสงสัยเหมือนกันไหมว่าที่มาที่ไปของสติ๊กเกอร์นี้คืออะไร ใครเป็นคนเริ่มคิดเริ่มทำกันนะ ลองย้อนไปสำรวจสติ๊กเกอร์ท้ายรถเหล่านี้ พร้อมเรื่องสนุกๆ จาก ‘สรัช สินธุประมา’ นักศึกษามานุษยวิทยาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของบทความ ‘สติ๊กเกอร์ซิ่ง’ กับความสร้างสรรค์และงานออกแบบบนท้องถนนไทย ที่เขาพบระหว่างไปทดลองเป็นพนักงานในร้านทำป้ายและตัดสติ๊กเกอร์ที่จังหวัดหนองบัวลำภูกัน

 

เห็นใจเถอะน้อง ทองมันแพง

เรื่องเริ่มต้นที่ยุคขาลงของการเขียนป้ายด้วยมือและการเข้ามาของเครื่องพิมพ์อิ๊งค์เจ็ตที่ทำให้ช่างเขียนป้ายหลายคนต้องคิดว่าพวกเขาจะไปต่อกันยังไง มาถึงขั้นนี้ ความยากไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจากการเขียนมือมาเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ แต่อยู่ที่จะเลือกใช้ฟอนต์อย่างไรไม่ให้มีปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ คิดได้ดังนั้น ช่างเขียนป้ายจึงวางพู่กันแล้วหันมาสร้างฟอนต์ในคอมพิวเตอร์แทน

ความพีคอยู่ตรงที่ว่า จำนวนฟอนต์ที่ ‘ช่างทำป้าย’ ผลิตขึ้นมาทุกวันนี้มีมากกว่า 300 ฟอนต์! โดยเริ่มต้นจากฟอนต์พื้นฐานอย่าง ‘kt_smarn’ ที่น้าสมาน หรือชื่อที่รู้จักกันในวงการอย่าง ‘สมานฅนทำฟอนต์’ ผลิตขึ้นมา แล้วค่อยๆ ต่อยอดเป็นสารพัดฟอนต์สมานเพื่อแบ่งกันใช้ในกลุ่มช่างเขียนป้ายและขายให้แก่องค์กร สื่อโฆษณา และสื่อโทรทัศน์ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

โตขึ้นจะเป็นสิบล้อ

แต่ใช่ว่าการมาถึงของเครื่องพิมพ์อิ๊งเจ็ตจะเปลี่ยนวงการเขียนป้ายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในช่วงที่เครื่องพิมพ์อิ๊งค์เจ็ตยังมีราคาสูงเกินเอื้อม ช่างทำป้ายก็ได้มองหาลู่ทางทำกินใหม่ๆ เป็นการตัดสติ๊กเกอร์ที่มีต้นทุนอุปกรณ์ถูกกว่าการพิมพ์อิ๊งค์เจ็ตอย่างมาก ความกะตือรือร้นของช่างเขียนป้ายที่พยายามหาอะไรใหม่ๆ เข้ามาในห้องทำงานของตนเสมอแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ได้พุ่งชนเข้ามาจนทำให้อาชีพแบบเก่าล้มหายตายจากไปอย่างไม่มีความหมายและตัวตน แต่พวกเขาเองก็มีวิธีสนุกๆ ในการรับมือและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

 

ทีมงานวัยรุ่นสร้างตัว

สรัช สินธุประมา เล่าว่า “ปรากฏว่าสิ่งที่เข้าไปในร้านทำป้ายก่อนเครื่องพิมพ์อิ๊งค์เจ็ตคือเครื่องตัดสติ๊กเกอร์ เพราะว่ามันเล็กกว่า นึกภาพว่าเครื่องพิมพ์อิ๊งค์เจ็ตมันต้องมีหน้ากว้าง 3 เมตรขึ้นไป หมึกแพงกว่า แต่เครื่องตัดสติ๊กเกอร์มันมีหน้ากว้างตั้งแต่ 60 เซ็นติเมตร แล้วมันไม่ต้องใช้หมึก แปลว่าเครื่องพิมพ์ไม่ได้มาบีบให้เขาปรับตัว แต่มันเป็นธรรมชาติของพวกช่างอยู่แล้วว่าจะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพราะช่างสมัยเขามีคุณค่าที่ยึดถือสองอย่างคือ หนึ่ง ต้องเขียนสวย ฝีแปรงดี กับสอง ต้องรู้จักดัดแปลง ดีไอวาย แล้วพวกช่างเขาจะชื่นชมคนที่มีความสามารถในการดัดแปลงนี้”

 

ดีกว่าพี่ก็มีแต่พระ

เมื่อเทียบกับฟอนต์อื่นๆ ที่ใช้กันในท้องตลาดที่ราคาอาจสูงหลักหมื่นหลักแสน ฟอนต์ตระกูล kt_smarn กลับมีราคาคงที่อยู่ที่ 300 บาทเท่านั้น! สรัชเล่าว่าเหล่าช่างทำป้ายจะมีคำพูดติดปากกันว่า “ฟอนต์พี่ไม่มาตรฐาน” นั่นคือ การออกแบบฟอนต์ซึ่งส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อนำไปต่อยอดในงานทำป้ายและงานสติ๊กเกอร์ที่มักไม่ต้องคำนึงถึงความสวยงามเมื่อนำไปพิมพ์ในสิ่งพิมพ์อื่น อีกทั้งยังเป็นฟอนต์ที่มีน้ำหนักเดียว ที่สำคัญคือต้องวางฟอนต์ให้เกยทับกันบ้าง เพื่อความซิ่งตามอารมณ์สติ๊กเกอร์ลูกทุ่งที่ต้องการ

 

จัดจ้านในย่านนี้

จากฟอนต์ทำเอง ใช้เอง มาสู่สีสันของการพัฒนาสติ๊กเกอร์ซิ่งที่ติดตามท้ายรถที่เห็นทีไรก็อดสนุกไปกับอารมณ์ขันของนักขับทั้งหลายไม่ได้ สรัชเสริมว่า การเลือกสรรถ้อยคำรวมไปถึงการเลือกแบบเลือกสีของสติ๊กเกอร์เป็นการแสดงออกทางตัวตนอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม

“เราพบว่าการเลือกคำ เลือกแบบสติ๊กเกอร์มักจะเป็นการแสดงออกทางตัวตนบางอย่าง ซึ่งในต่างจังหวัดมันจะชัดมากว่า รถยนต์ กระบะ มอเตอร์ไซค์ มันไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะ แต่ว่ามันโคตรจำเป็นกับชีวิตต่างจังหวัดที่จะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีรถ ต่างจากกรุงเทพฯ ที่ถ้ารถติด หรือรถเสียก็เปลี่ยนไปใช้ขนส่งมวลชนอื่นได้ ขณะที่สำหรับชาวต่างจังหวัดรถคืออุปกรณ์ในการทำกิน เขาติดสติ๊กเกอร์เพื่อให้การทำงานของเขาดูมีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่ขับรถไปวันๆ”

ติดแหงกอยู่บนถนนครั้งต่อไป สังเกตท้ายรถข้างหน้าคุณให้ดี ไม่แน่ว่านั่นคือ ‘ทั้งชีวิต’ ที่บรรจุอยู่ในสติ๊กเกอร์ซิ่งสุดจ๊าบ

ILLUSTRATED BY NATTAPON KAIKEAW

Share Article

Leave a reply