ดีกว่าคิดได้ คือลงมือทำได้จริง 4 โปรเจ็กต์จาก ASA CAN ที่ตอบโจทย์ชุมชนอย่างยั่งยืน

ดีกว่าคิดได้ คือลงมือทำได้จริง

 

กลุ่ม ASA CAN หรือ ‘กรรมาธิการสถาปนิกเพื่อสังคมและเมือง สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์’ เลยขอปรับบทบาทตัวเองเพื่อทำให้งานสถาปัตยกรรมตอบโจทย์ชุมชนมากขึ้น ผ่านโปรเจ็กต์ที่ดึงเอาคีย์เวิร์ดหลักของการทำงานอย่างคำว่า ‘สถาปนิกชุมชน’ และ ‘พื้นที่สาธารณะ’ มาเปลี่ยนเป็นงานเพื่อพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นแบบจับต้องได้

ASA CAN เน้นวิธีการทำงานแบบ ‘Catalyst Project’ หรือการเน้นให้ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปอย่างนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้จุดประกายแรงบันดาลใจ โดยเน้นการปฏิบัติจริงภายในเวลาสั้นๆ แต่ได้ผลต่อเนื่องในระยะยาว และที่สำคัญ มันคือการค่อยๆ ปลูกเมล็ดพันธุ์ความสนใจเรื่องการออกแบบเพื่อสาธารณะให้แก่เยาวชนไปในคราวเดียวกันด้วย

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ต่อไปนี้คือตัวอย่างโปรเจ็กต์เปลี่ยนเมืองที่อยากแนะนำให้ดู และถ้าอ่านแล้วมีแพชชั่นอยากร่วมพัฒนาเมืองก็สามารถสนับสนุนกลุ่ม ASA CAN ได้ที่เฟซบุ๊ก facebook.com/ASACANCommunityActNetwork

 

ASA CAN Ten for Ninety

คอนเซ็ปต์คือ การแบ่งเวลาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของสถาปนิก เพื่อมาทำงานให้คนอีก 90 เปอร์เซ็นต์บนโลก โครงการนี้ยังถือเป็นโปรเจ็กต์เริ่มต้นที่ทำให้ ASA CAN ได้ออกมาชวนนักศึกษามาร่วมกันคิดว่าอยากทำโครงการอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

และในที่สุดก็ออกมาเป็นโปรเจ็กต์แรกในปี 2559 อย่างการออกแบบ Public Transit Lounge ที่ชวนนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จากหลายสถาบัน รวมถึงนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมกันหาคำตอบเกี่ยวกับการใช้สอยพื้นที่สาธารณะ จนเกิดเป็นการสร้าง ‘พื้นที่พักรอชั่วคราว’ ที่เปลี่ยนพื้นที่โล่งของสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง มาเป็นการปูเสื่อวางเบาะนั่ง ที่ทำให้ผู้คนที่เข้ามาใช้บริการได้ผ่อนคลายอิริยาบถมากกว่าการนั่งเก้าอี้พนักพิงแข็งๆ ธรรมดาๆ

 

พระนคร ๔.๐1: กินดีอยู่ดี

เมื่อกรุงเทพมหานครขับเคลื่อนด้วยกิจกรรม ทำ-มา-หา-กิน ของหาบเร่แผงลอยและคนธรรมดาๆ แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า นโยบายจัดระเบียบทางเท้านั้นส่งผลกระทบต่อกิจกรรมค้าขายเหล่านั้นจนทำให้ผู้ค้าหลายคนต้องปรับตัวไปทำอาชีพอื่นบ้าง ส่วนผู้บริโภคอย่างเรา ก็ต้องโยกย้ายไปฝากท้องกับแหล่งอื่น

แต่มันน่าจะมีทางออกที่ดีกว่าแค่การนำหาบเร่แผงลอยออกจากทางเท้าไปเฉยๆ ASA CAN จึงจัดเวิร์คช็อปเพื่อระดมสมองจากทั้งนักศึกษาสถาปัตยกรรมและทีมนักมานุษยวิทยารวมถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่สนใจ เพื่อย่อยองค์ความรู้และออกแบบเครื่องมือรวมถึงกระบวนการทำงาน จนปิ๊งออกมาเป็นไอเดียการผลิตรถเข็นหาบเร่แผงลอยใหม่ที่อยู่ร่วมกับพื้นที่ทางเท้าได้อย่างไม่เบียดเบียนคนเดินเท้าจนเกินไป แถมยังใช้งานง่ายสำหรับผู้ค้าเองด้วย

 

รถไฟฟ้ามาหานะคลอง

เพราะการเดินทางในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแค่กิจกรรมทางบกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางผ่านแม่น้ำลำคลองหรือการคมนาคมทางเรือต่างๆ ที่ ASA CAN มองว่า การจราจรทั้งสองแบบนั้นมีพื้นที่รอยต่อเชื่อมถึงกัน คำถามคือ เราจะออกแบบพื้นที่รอยต่อนี้ให้เกิดความเชื่อมโยงและสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนเมืองและคนริมน้ำได้อย่างไรบ้าง

พวกเขาจึงเปลี่ยนพื้นที่ริมคลอง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกรถไฟฟ้าพาดผ่านให้เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตมากไปกว่าการเป็นแค่ตลาดน้ำ และพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติศาสตร์ชุมชน ด้วยการติดตั้งนิทรรศการ รูปวาด และ Installation Art ต่างๆ รวมไปถึงการสร้างพื้นที่สาธารณะริมคลองให้เป็นมิตรและใช้งานได้จริงมากขึ้น ผลลัพธ์ของโครงการรถไฟฟ้ามาหานะคลองจึงเป็น Common Space ของคนในชุมชนที่เปิดโอกาสรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนด้วยในคราวเดียวกัน

 

Hide&Seek at the Flower Market

นี่คือการทำ Design Intervention หรือการออกแบบด้วยการแทรกแซง ซึ่งถือเป็นโปรเจ็กต์ที่จะเป็นตัวกระตุ้นความปั่นป่วนในพื้นที่จนนำไปสู่การเกิดความรู้สึกร่วม การตั้งคำถาม ไปจนถึงบทสนทนาแลกเปลี่ยนบางอย่างทั้งแก่คนในและคนนอกพื้นที่

กิจกรรมซ่อนให้หาที่ว่านี้จะจัดแสดง Installation Art ซ่อนไว้ในพื้นที่ต่างๆ ย่านปากคลองตลาด ตั้งแต่บริเวณตลาดส่งเสริมการเกษตร ตลาดปากคลองตลาด ตลาดสะพานพุทธ ถึงตลาดตรีเพชร โดยจะจัดแสดงไปถึงปลายปี 2561 หรือจนกว่าดอกไม้จะร่วงโรย

ความสนุกอยู่ที่งานศิลปะที่นำไปติดตั้งเหล่านี้ไม่ได้มาจากมือศิลปินที่เราอาจจะไม่รู้จัก แต่มาจากการร่วมกันคิดร่วมกันประดิษฐ์ระหว่างศิลปิน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และตัวพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเอง ซึ่งนอกจากกิจกรรมนี้จะกระตุ้นให้คนนอกเข้ามาเยือนตลาดมากขึ้น มันยังทำให้ผู้ค้าในตลาดดอกไม้เหล่านี้เห็นว่า หากร่วมมือกัน พวกเขาก็สามารถทำอะไรได้ และทำออกมาได้ดีด้วย

ILLUSTRATED BY NATTAPON KAIKEAW

Share Article

Leave a reply