ทำไมเวลาได้ยินบางเพลงแล้วความทรงจำถึงย้อนกลับ? เมื่อเสียงเพลงช่วยให้เรา ‘จำ’ ได้ดีขึ้น

คุณมี ‘เพลงนั้น’ เหมือนกันไหม เพลงที่เปิดขึ้นมาทีไร ความทรงจำเก่าๆ ก็ย้อนกลับมาหาเราทุกที

 

นั่นคือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ‘Reminiscence Bump’ หรือการที่ดนตรีจะพาเราย้อนกลับไปหาตัวเองในอดีต โดยส่วนมากจะเป็นเพลงฮิตอมตะในช่วงวัยรุ่น เพราะเป็นห้วงเวลาที่เราได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ และได้ลองทำกิจกรรมหลายๆ อย่างเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะรักแรก อกหักครั้งแรก ดื่มครั้งแรก ฯลฯ เราจึงจดจำช่วงเวลาเหล่านั้นผ่านเสียงดนตรีแห่งยุคสมัยที่คอยประกอบชีวิตเราอยู่ตลอด

คำถามต่อไปคือทำไมเพลง จังหวะ หรือดนตรี ถึงมีพลังในการย้อนเวลาได้?

เมื่อพูดถึงความทรงจำ สมองสองส่วนที่ขึ้นตรงต่อหน้าที่นี้คือ ‘ฮิปโปแคมปัส’ และสมองใหญ่ส่วนนอกกลีบหน้า (Frontal lobe) ซึ่งอยู่ใน ‘ซีรีบรัม’ ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง แต่สมองทั้งสองส่วนนี้ต้องรับมือกับการจัดเก็บความทรงจำเก่าๆ ขณะที่มีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาให้เราจดจำอยู่ตลอดเวลา สาเหตุนี้เองที่ทำให้ในเราเกิดอาหารหลงลืม นึกไม่ออก ติดอยู่ที่ปาก อยู่บ่อยๆ

ดนตรีจึงเข้ามามีบทบาทในเวลาเช่นนี้ เพราะดนตรีมีจังหวะ และจังหวะช่วยให้เกิดสัมผัสของตัวอักษร ซึ่งทั้งจังหวะและสัมผัสนี้เองที่จะช่วยให้ความทรงจำของเรามีโครงสร้างเป็นลำดับ ทำให้เวลาที่เรานึกไม่ออก เราจะสามารถค่อยๆ ปลดล็อคความทรงจำออกมาได้ผ่านการถอดโครงสร้างเหล่านั้นทีละเปลาะ

ลองดูอย่างการท่องกลอนในวัยเด็ก การท่องอักษรสูง-ต่ำ หรือการท่องพยัญชนะภาษาอังกฤษเป็นเพลงดูสิ จะเห็นได้ว่าแม้จะไม่ได้อยากจำ แต่เรากลับท่องมันออกมาได้ไม่ผิดเพี้ยนเลยทีเดียว

ดนตรีเป็นเครื่องมือสำหรับการหวนคืนความทรงจำมาหลายพันปีแล้วด้วย David C Rubin ผู้เชี่ยวชาญด้านความทรงจำอธิบายว่าเรื่องเล่าอย่าง ‘มหากาพย์โอดิสซีย์’ แท้จริงได้ถูกเล่าขานต่อๆ กันมา ผ่านการ ‘ท่องสวดหรือร่ำร้อง’ ออกมาเป็นท่วงทำนอง ก่อนที่จะถูกเขียนออกมาเป็นวรรณกรรมเสียด้วยซ้ำ

ในยุคสมัยปัจจุบัน ดนตรีอยู่ในหลายช่วงชีวิตของเรา ตั้งแต่คอนเสิร์ต งานแต่งงาน หรือแม้กระทั่งงานศพ มันทำหน้าที่เชื่อมประสานระหว่างเรากับผู้คนรอบข้าง

ความทรงจำเกี่ยวกับดนตรีส่วนใหญ่จึงเป็น ‘ความทรงจำร่วม’ ระหว่างตัวเรากับบุคคลอื่นๆ และบ่อยครั้งที่ผู้คนเหล่านั้นที่ทำให้เพลงบางเพลงมีความหมายมากขึ้น

แต่หากจะให้ลงลึกไปกว่านั้น เราอาจต้องพูดถึงในส่วนของ ‘ความทรงจำ’ ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสองรูปแบบ 1.คือความทรงจำที่ต้องอาศัยการระลึกรู้ (explicit memory) อย่างเช่น เมื่อวานเรากินข้าวเย็นกับอะไร ที่ไหน กับใคร และ 2. คือความทรงจำที่เราจำโดยปริยาย (implicit memory) ผ่านการกระทำซ้ำๆ อย่างเช่น การปั่นจักรยาน หรือ การผูกเชือกรองเท้า เป็นต้น ซึ่งความทรงจำทั้งสองแบบนี้ถูกจัดเก็บในสมองคนละส่วนกัน

จุดอ่อนของ ‘ความทรงจำที่ต้องระลึกรู้’ นั้นคือความเสี่ยงที่เราอาจจะสูญเสียไปตามวัยหรือโรคอย่างอัลไซเมอร์ แต่ ‘ความทรงจำแบบปริยาย’ มีความพิเศษก็คือมันเป็นความทรงจำระยะยาวที่ถูกทำลายได้ยาก เนื่องจากมันอาศัยอยู่ในขอบเขตของจิตใต้สำนึกของเรา

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงสามารถร้องเพลงบางเพลงได้จากการฟังเพลงเดิมซ้ำๆ และห้วงเวลาบางช่วงของชีวิตถูกจัดเก็บผ่านเสียงเพลงบางเพลง โดยที่เราไม่รู้ตัว

 

ILLUSTRATED BY JIDA LEEPAIBOON

Share Article

Leave a reply