‘มีวินัยและอยู่เหนือเทคโนโลยี’ วิธีคิดและทำงานแบบยืนระยะกับ ‘ทรงศีล ทิวสมบุญ’

13 ปี นานไหม.. สำหรับการจดจ่ออยู่กับอะไรอย่างหนึ่ง ยิ่งในยุคที่อะไรๆ เปลี่ยนแปลงเร็ว มันก็ยากเหมือนกัน ที่จะประคองความสนใจให้อยู่กับสิ่งเดิมผ่านช่วงเวลานานๆ ได้

แต่สำหรับ ‘ทรงศีล ทิวสมบุญ’ นักวาด นักเขียน และศิลปินที่หลายคนรู้จักหรือได้ยินชื่อมานาน 13 ปี คือช่วงเวลาที่เขาผลิตงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ผ่านหนังสือที่วางแผงปีละ 1-2 เล่มอย่าง ถั่วงอกและหัวไฟ, Nine lives หรือ Bobby Swingers อะไรที่ทำให้เขายังยึดมั่นกับงานหนังสือมาได้ยาวนาน มีวิธีการรับมืออย่างไรกับโลกที่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นแทบจะทุกวัน หมดแพชชั่นหรือหมดไฟบ้างไหม และนี่คือวิธีการยืนระยะแบบทรงศีล

Q : มีคำพูดที่พูดกันมาสักระยะแล้วว่า ‘สิ่งพิมพ์กำลังจะตาย’ แต่คุณก็ยังออกหนังสือทุกปี มีความคิดเห็นกับเรื่องนี้ และมีวิธีปรับตัวอย่างไร

A : เรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ทุกยุคที่ผ่านมาไม่มียุคไหนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติมันเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังๆ นี้ เทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงเร็วเป็นพิเศษ ทำให้หลายคนตื่นตูม แล้วก็ทำเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะว่ากลัวเกาะรถไฟที่ชื่อกระแสไม่ทัน

มีคนชักชวนเราให้ทำ e-book เยอะเหมือนกัน เราก็ไม่ได้ปฏิเสธมันนะ แต่แค่ถามย้อนกลับไปว่าทำ e-book จะมีอะไรมากกว่าแค่การเอาหนังสือไปอัพโหลดเฉยๆ ไหม ถ้าไม่มีจะทำไปเพื่ออะไร ถึงจะสามารถเพิ่มช่องทางการขายได้ แต่ถ้ามองในแง่คนอ่าน เราก็รู้สึกว่าถ้ามันจะไปอยู่ออนไลน์แล้วยังต้องพลิกหน้ากระดาษธรรมดาๆ ไม่มีอะไรขยับต่างไปจากเดิม เราไม่ทำดีกว่า ไม่จำเป็น

แต่เราก็มีแผนจะทำอะไรที่มากกว่านั้น เราคิดว่ามันมีเรื่องราวมหัศจรรย์อีกมากมายที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการรวมศิลปะเข้ากับเทคโนโลยี แต่คงหาคนมาทำงานร่วมกัน เพราะตัวเราเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่สุดแล้วเราอาจจะสามารถสร้างหนังสือที่เต็มไปด้วยเซอร์ไพรซ์ที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้เลยก็ได้

Q : ทำแต่หนังสือมาตั้ง 13 ปี ความตื่นเต้นลดลงบ้างไหม ยืนระยะมาได้อย่างไร

A : สิบกว่าปีที่ผ่านมา เราทำอาชีพเดียวคืออาชีพนี้ รายได้กว่า 90% ของชีวิตประจำวันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน ไปเที่ยวหรืออะไรก็ตามแต่มาจากการขายหนังสือทั้งหมด ที่คนประหลาดใจคงเพราะคิดว่ารายได้จากการทำหนังสือมันไม่น่าจะพอเลี้ยงชีวิตได้ แต่เราออกหนังสือทุกปี ปีละ 1-2 เล่ม ต้องมีวินัยและความสม่ำเสมอเรื่องเวลา รวมถึงคุณภาพด้วย ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อ่าน

เราคิดว่าความมีวินัยของเรามันมีพื้นฐานมาจากครอบครัวเสียส่วนใหญ่ พ่อแม่เราเป็นทหาร ความมีระเบียบวินัยก็เลยถูกส่งต่อมาให้เราโดยธรรมชาติ มันส่งผลกับการทำงานของเรา ต้นฉบับนี่ไม่ต้องทวงเลย ถึงเวลาที่กำหนดเราส่งให้เลย อีกอย่างคือเราไม่เคยมีปัญหาหมดอารมณ์ทำงาน พอถึงเวลาที่ต้องคิดออก เดี๋ยวมันก็คิดออกเอง อาจจะเป็นเพราะเราจะไม่เลือกรับงานที่เราคิดว่าทำไม่ได้หรือไม่ถนัดมาตั้งแต่แรกด้วย

แต่ที่ยากคือเรื่องแบ่งเวลาทำงาน เพราะเราทำงานกับตัวเอง บางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะตอกบัตรออกจากงานตอนไหน เพราะเวลาเราไปพักผ่อน ดูหนังอะไรก็ว่าไป ก็มักจะมีไอเดียแวบเข้ามาจับมือเราตอกบัตรกลับเข้างานอยู่เสมอ

Q : หาวัตถุดิบจากไหน ถึงสร้างงานมาได้เรื่อยๆ

A : ใช้ประสบการณ์ชีวิตจริง นักเขียนมักจะถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวเองใส่เข้ามาในงานให้คนอ่านรับรู้ได้เสมอ อย่างเราเจอคนหลากหลายตั้งแต่สมัยเรียน เรื่องราวที่น่าสนใจของคนหลายๆ คนทำให้เราอยากเล่าออกมา

เรื่องที่มีอยู่ตอนนี้ มันมีหลายซีรีส์ หลายจักรวาล แต่ละจักรวาลก็มีเรื่องที่รอได้รับการเล่าอยู่อีกมากมาย ถ้าเปรียบเป็นบริษัท แต่ละเรื่องเล่าก็เหมือนลูกน้องแต่ละคนที่จะมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไป งานที่แต่ละคนทำก็จะมีกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบไม่เหมือนกัน สิ่งที่ลูกน้องแต่ละคนต้องการก็เลยไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

เราต้องจดใส่กระดาษโน้ตกันลืมว่าลูกน้องคนนี้ต้องการอะไร ที่ห้องเราตอนนี้มีกระดาษโน้ตแปะไว้เต็มไปหมด แต่บางทีก็ลืมว่าเคยจดอะไรไว้บ้าง เพราะเยอะเหลือเกิน ถ้าวันไหนบังเอิญไปเจอที่เคยเขียนโน้ตไว้ก็จะตื่นเต้นทุกทีเลยว่าเราเคยเขียนเรื่องนี้ด้วยหรอวะ (ยิ้ม)

Q : วิธีการทำงานของทรงศีลเป็นอย่างไร

A : ส่วนใหญ่เราก็ต้องรู้สึกอยากทำก่อน เพราะถ้าตัดสินใจว่าจะทำไปแล้ว เราต้องอยู่กับงานนี้ไปอีกอย่างต่ำ 6 เดือนถึง 1 ปี หลังจากนั้นก็ต้องวางแผนชีวิตล่วงหน้า พอเข้าสู่ช่วงกระบวนการทำงาน เราก็ต้องดูว่าเรื่องที่เรากำลังจะทำมันเกี่ยวกับอะไร ต้องศึกษาทำการบ้าน สร้างบรรยากาศให้ตัวเองพร้อมที่จะเข้าไปอยู่ในเรื่องนั้น

ในขั้นตอนการทำการบ้าน เราต้องศึกษาทั้งฝั่งเขียนและภาพ ทำอย่างไรให้สอดคล้องไปด้วยกัน บางทีทางฝั่งภาพต้องทำการบ้านหนักมากเหมือนกันว่าจะใช้กระดาษอะไร สีอะไร ปากกาแบบไหน เพราะยิ่งเราโตขึ้น ความคาดหวังของเราก็ยิ่งสูงขึ้น เราก็อยากทำให้มันดีที่สุด

ส่วนมากจะเขียนก่อน ระหว่างที่เราเขียนไปเรื่อยๆ ภาพในหัวมันก็จะค่อยๆชัดขึ้น ต่างจากช่วงที่เราทำงานแรกๆ ที่ทั้งฝั่งภาพและเขียนจะค่อยๆ เกิดขึ้นควบคู่กันไป บางทีเราวาดคาแรกเตอร์มาก่อน ค่อยเขียนเรื่องราวตามมาด้วยซ้ำ

แต่เราชอบที่สุดเมื่อมันอยู่ด้วยกัน เพราะว่าจังหวะของตัวหนังสือกับภาพมันมีพลังต่างกัน ถ้าเราเลือกใช้ให้ถูก มันจะส่งเสริมกันอย่างเหลือเชื่อ เหมือนกับเวลาที่ผู้หญิงกับผู้ชายมาอยู่ด้วยกัน มันก็จะเกิดเคมีบางอย่างที่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการรวมกันอย่างลงตัวของตัวหนังสือและภาพ

Q : ชอบงานชิ้นไหนของตัวเองมากที่สุด

A : ถ้าให้เลือกที่ชอบที่สุดก็คงเป็น ‘Nine Lives’ เพราะต่อให้เราฝึกฝนตัวเองจนเก่งไปมากกว่านี้แค่ไหน เราก็ทำมันขึ้นมาใหม่ไมได้แล้ว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมืออย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตด้วยที่ทำให้รู้สึกว่าต้องทำตอนนั้นแหละ

ตอนนั้นอกหัก วงแตก ตกงาน ไม่มีตัง พอทุกอย่างมันประดังประเดเข้ามาพร้อมกันหมด เราก็เลยพึ่งหนังสือเล่มนี้ในการทำให้เราข้ามผ่านช่วงเวลาร้ายๆ เหล่านั้นมาได้ ช่วงเวลาหนึ่งปีที่เราใช้ในการทำหนังสือเล่มนี้ออกมา มันทำให้เราได้เผชิญหน้าและตั้งคำถามกับปมปัญหาที่เราเจอตอนนั้น และทำให้มันคลี่คลายลงด้วยดี เหมือนพอเราต้องเขียน คำตอบของปัญหาเหล่านั้นในหนังสือทำให้ค้นพบว่า จริงๆ แล้วเรื่องที่เราพบเจอมันมีคำตอบของมันเสมอ เรียกได้ว่าเขียนเล่มนี้จบเหมือนได้ไปเข้าคอร์สบำบัดเลย (ฮา)

สิ่งที่เราชอบที่สุดในการกลับไปอ่านงานของตัวเอง ก็คือการที่เรานึกไปถึงช่วงเวลาที่เราใช้ในการเขียนหนังสือแต่ละเล่ม ช็อตประทับใจที่จำได้แม่นของแต่ละเล่มมันก็จะไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่จำได้ก็คือภาพความเหน็ดเหนื่อยนี่แหละมีเหมือนกันทุกเล่ม (ยิ้ม)

Q : มีคำแนะนำอะไรไหม สำหรับการปรับตัวของศิลปินในยุคนี้

A : จริงๆ ให้ข้อแนะนำเป็นเรื่องที่ยากนะ แต่สิ่งที่อยากบอกไว้คือ อยากให้ทุกคนอยู่เหนือเทคโนโลยี อย่าให้มันอยู่เหนือเรา มันอาจจะมีภาพลวงตาบางอย่างของคนบางคนว่า เรากำลังกุมบังเหียนเทคโนโลยีอยู่ แต่จริงๆ มันเริ่มจะตรงกันข้าม

ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงที่เสียไป มันกลับไปเพิ่มให้ความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ ซึ่งความอบอุ่นมันไม่เหมือนกัน มันทำให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับภาพลวงตาบางอย่างที่เราสร้างขึ้นมาจากการอยู่ในโลกออนไลน์ และเราต้องแข่งขันกับสิ่งที่บางทีไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ เราอาจจะพอใจที่ได้ใช้มัน แต่ความจริงก็คือทุกสิ่งที่เราพอใจก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งดีกับเราซะทุกอย่าง

ทุกวันนี้ศิลปินหลายคนทำงานเพื่อตอบรับกระแสระยะสั้นจนลืมให้คุณค่ากับผลงานที่เป็นตัวเองในระยะยาว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับศิลปินในยุคนี้ ก็คือความเข้มแข็งที่จะกล้าสะท้อนเสียงของตัวเองกลับไปบ้าง ในโลกที่ตอนนี้มีแต่เสียงสะท้อนของผู้บริโภค

 

Photos by Kanapol Wongwisetpaiboon

Share Article

Leave a reply