อยู่อย่างไรในนิวยอร์ก? วิธีคิดและชีวิตหลังเลนส์ของ Thana Brick

นิวยอร์ก.. หนึ่งในเมืองที่ใครๆ ใฝ่ฝันจะไปเยือน หรือแม้กระทั่งไปอยู่ ความ ‘คูล’ ของดนตรี แฟชั่น ศิลปะ ชวนให้คนไทยหลายคนบินข้ามทวีปไป ‘ตามหาความฝัน’ ในนิวยอร์กอยู่หลายคน

 

หนึ่งในนั้นคือ ‘บริค’ ที่มุ่งมั่นไปอัพสกิลดีไซน์ในนิวยอร์ก พร้อมกล้องหนึ่งตัวที่สุดท้ายแล้วเปลี่ยนชีวิตเขาให้กลายเป็นช่างภาพที่มีนิทรรศการภาพถ่ายเป็นของตัวเอง รวมถึงได้ร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นดัง ไร่เรียงไปตั้งแต่ Vogue, Haper’s Bazaar, Elle, HBO, Nike, Coach และอีกสารพัด แบบต้องต่อท้ายว่า ฯลฯ

และนี่คือวิธีคิด รวมถึงชีวิตหลังเลนส์ของ Thana Brick ในนิวยอร์ก ที่เรียนรู้จากหลายวิชาการทำงานที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน

ทดลองให้รู้ว่าไม่ชอบ จากนั้นทุ่มเทให้สิ่งที่ชอบอย่างเต็มที่

“ตอนแรกเราเรียนออกแบบแฟชั่น แต่เรียนได้หนึ่งเทอมก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้ว เราไม่ได้อยากออกแบบเสื้อผ้า เราแค่ชอบใส่เสื้อผ้าเท่ๆ แค่นั้นเอง ประกอบกับมีความกดดันเรื่องการสื่อสาร สิ่งแวดล้อมหลายๆ อย่าง เลยเลิกไปเรียน แล้วย้ายไปเรียนโรงเรียนภาษาราคาถูกเพื่อรักษาสถานะในการอยู่นิวยอร์กอย่างถูกกฎหมาย ช่วงนั้นเป็นช่วงค้นหาตัวเอง มีกล้องหนึ่งตัว ภาษาก็ง่อยๆ แต่กล้องตัวนี้แหละที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป กล้องเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้จักกับคนชาติอื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา เราสามารถทำความรู้จักกับคนคนนั้น เรียนรู้การใช้ภาษาผ่านทุกคนที่เราไปถ่ายภาพ แล้วมันก็เลยทำให้เรามีความมั่นใจกับตัวเองมากขึ้น ทุกวันต้องมีกล้องอยู่ที่มือ มีแบตอีกสองก้อน ความกลัวก็จะหายไป จนกระทั่งพี่ที่ทำงานร้านอาหารด้วยกันแนะนำให้ไปถ่ายงาน Vogue Thailand ในช่วงแฟชั่นวีค เลยได้มีโอกาสไปสัมผัสวงการแฟชั่น จนกระทั่งมาเป็นช่างภาพอย่างทุกวันนี้”

ศิลปะในการทำงาน อยู่ที่การให้เวลาและทำให้เยอะ

“ทุกคนมีวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีใครสามารถเดินมาบอกคุณได้ว่าคุณต้องทำงานแบบไหนถึงจะดี เราเลยคิดว่า สิ่งที่ควรกังวลคือการที่วันหนึ่งเราไม่ได้ถ่ายอะไรเลย มากกว่าจะกังวลในผลลัพธ์ว่าจะถ่ายออกมาไม่ดี คำแนะนำในแบบของเราคือ ถ่ายไปเรื่อยๆ ถ่ายให้เยอะที่สุด และเป็นคนที่ไนซ์ที่สุด ไนซ์กับคนที่ร่วมงาน ทำความรู้จักกับคนที่ร่วมงาน มันคือศิลปะในการทำงาน ให้เวลากับสิ่งที่คุณกำลังทำ”

วัตถุดิบการทำงานคือการเป็น ‘เพื่อน’ กับคนรอบตัว

“ที่นิวยอร์ก เราแฮงก์เอาท์กับคนทุกประเภท แล้วคนที่มาทำงานที่นิวยอร์กในวงจรชีวิตของผม ทุกคนเขาเข้าใจหัวอกของกันและกัน ทุกคนต้องดิ้นรนเหมือนกัน เราสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กับอาร์ตติสทุกแขนง คนทุกประเภท และพยายามไม่ถามว่าใครทำงานอะไร ตำแหน่งอะไร แต่จะไปทำความรู้จักกับชีวิตคนๆ นั้นในอีกด้าน มันคงเป็นสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเรา จากการมีนิสัยแบบนี้ เราเลยมีเพื่อนที่สนิทกันทำงานในทุกสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน ทนายความ กวี นักดนตรี เชฟ หรือพนักงานร้านเสื้อผ้า ซึ่งนั่นทำให้เรามีอีโก้ที่น้อยลง เปิดรับสิ่งต่างๆ มากขึ้น เห็นว่าคนอื่นเขาทำอะไรกัน มันเลยทำให้ลูกค้าของเรามาจากหลายๆ ฝั่ง ไม่ใช่แค่พวกสื่อภาพถ่ายอย่างเดียว”

แข่งกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเอง

“เราแข่งกับตัวเองและความรู้สึกมาก คิดทุกวันว่าจะต่อยอดสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในแต่ละวันได้อย่างไร ทุกความคิดเราเอามาจดในสมุดบันทึกของเรา พอว่างๆ ก็มาย้อนอ่าน เราไม่ค่อยอ้อนวอนขอโอกาส หลายๆ อย่างมันเกิดขึ้นเองจากสิ่งที่เราสะสมมาก่อนหน้านี้ เราไม่เคยมีความคิดว่าเราต้องทำงานแข่งกับใครเลย เพราะมันเสียเวลาชีวิต การทำงานถ่ายภาพคือคุณต้องเป็นตัวของตัวเองและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบกาย แต่ก็อย่าสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ฟังคนอื่นเท่าที่จะทำได้”

บริคกำลังมีโปรเจ็กต์ร่วมกับ MoMA (Museum of Modern Art) สามารถติดตามผลงานของบริคได้ที่ brickthn.com หรือ instragram: @brickthn

 

Share Article

Leave a reply