6 เทรนด์การออกแบบเว็บไซต์ UI และ UX ที่มาแรงในปี 2019

ยิ่งเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่างๆ พัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ วิธีคิดด้านการออกแบบการใช้งานและประสบการณ์ของผู้ใช้ (UI และ UX) ก็ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วตามไปด้วย พฤติกรรมของผู้ใช้งาน จึงเป็นโจทย์หลักที่นักออกแบบพยายามเรียนรู้ เพื่อจะทำให้รูปแบบของแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์สร้างความรู้สึกและประสบการณ์ที่เฉพาะตัวได้

 

ขณะที่หน้าต่างของฟีเจอร์และฟังก์ชั่นเปิดกว้างขึ้นจนแทบจะไร้ขีดจำกัด นี่เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การออกแบบเว็บไซต์ UI และ UX ที่มีแนวโน้มที่จะ ‘มา’ ในปีหน้า รู้ก่อน ลองก่อน ได้เปรียบกว่าแน่นอน!

1. Motion กำลังมา

บราวเซอร์รุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะค่ายไหน ได้ปรับปรุงให้การแสดงผลของอนิเมชั่นไหลลื่นขึ้น เพราะโลกออนไลน์เริ่มให้ความสนใจกับสิ่งเคลื่อนไหวต่างๆ  ในปี 2019 ‘Motion design’ จะลงลึกและกว้างขึ้น เพื่อหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้การออกแบบสิ่งเคลื่อนไหวต่างๆ ในแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ในเว็บ การใช้ Transition หรือเอฟเฟกต์สวยๆ ที่โต้ตอบกับผู้ใช้

นอกจากการเล่าเรื่องที่ให้รายละเอียดได้มากกว่า ภาพเคลื่อนไหวยังมีฟังก์ชั่นในทางจิตวิทยาต่อผู้ใช้ด้วย แต่แน่นอน ไม่ว่าคุณจะออกแบบอะไร อนิเมชันและกราฟิกเคลื่อนไหวต่างๆ ต้องการบริบทที่เหมาะสมมาช่วยอธิบายมันด้วย และแม้แอนิเมชันกำลังจะเป็นแทรนด์ แต่ถ้างานของคุณไม่ได้เอื้อกับการเคลื่อนไหว การเลือกใช้ภาพนิ่งแต่สื่อความหมายได้ ย่อมดีกว่าแน่นอน

 

2. ฉีกตัวตนเก่าๆ ผ่าน UI ที่ Surreal ขึ้น

วิธีเล่าอันสนุกสนานผ่าน ‘ภาพที่เหนือจริง’ จะเข้ามามีบทบาทในปีต่อไป เพราะมันสามารถดึงเอาหัวใจหลักของเนื้อหามาทำให้เด่นชัดขึ้น รวมถึงสามารถเตะตาและดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ด้วย การหาสมดุลระหว่างการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเทคนิคที่ซับซ้อนแต่สนุกสนาน อย่างเทคนิคอย่างการใช้ภาพสามมิติ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนักออกแบบในปีหน้า

นอกจากนี้ จะเริ่มเห็นว่าหลายแบรนด์ดึงนักวาดการ์ตูนเข้ามาช่วยออกแบบ UI นั่นก็เพราะภาพการ์ตูนช่วยสร้างอารมณ์สดใหม่ให้กับแบรนด์ได้ การฉีกตัวตนเพื่อพาผู้ใช้ไปสู่โลกใหม่ๆ จึงเป็นทางออกที่จะทำให้พวกเขายังสนใจที่จะติดตามอยู่เสมอ

 

3. Gradient 2.0 พร้อมพื้นหลังสีดำ

2-3 ปีที่ผ่านมา Gradient เป็นที่นิยมในโลกออกแบบ แต่สำหรับปี 2019 เรากำลังบอกลา Gradient แบบเก่าๆ ที่เคยใช้ แล้วต้อนรับ Gradient 2.0 ที่ออกแบบมาเพื่อแสดงความลึกและมิติสำหรับ Interface นั้นๆ

ปัจจุบันหน้าจอต่างๆ ได้ถูกพัฒนาให้มีการแสดงผลของสีละเอียดขึ้น Gradient 2.0 จึงไม่ได้เป็นการใช้สีที่ขัดแย้งกันเพื่อนำสายตา แต่เป็นการใช้สีง่ายๆ เพื่อไล่เฉดแสง ในทิศทางที่สอดคล้องกับรูปทรง เพื่อนำเสนอความลึกของภาพ แต่ Gradient 2.0 ไม่ได้มาคนเดียวโดดๆ มันมาพร้อมกับการใช้ภาพพื้นหลังสีดำด้วย นั่นก็เพราะการใช้สีแบบไล่เฉดจะดูโดดเด่นขึ้นเมื่ออยู่กับแบคกราวด์มืดๆ ‘Dark Interface’ จึงจะยังเป็นที่นิยมของนักออกแบบ UI

 

4. Variable Font วิธีเล่าเรื่องแบบใหม่

ฟอนต์ในยุคนี้สามารถเล่าเรื่องได้ไม่น้อยไปกว่าการใช้ภาพ เผลอๆ ในบางบริบท มันมีประโยชน์ที่หลากหลายกว่าด้วยซ้ำ บริษัทใหญ่ๆ อย่าง Apple เลือกการใช้ Typography แบบเฉพาะ เพื่อเป็นหลักในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของพวกเขา

ในอดีตฟอนต์ต่างๆ ค่อนข้างมีข้อจำกัดของตัวเอง ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือยืดหยุ่นไปตามรูปแบบของดีไซน์ได้ แต่ในยุคนี้เรามีฟอนต์ชนิดที่เรียกว่า ‘Variable Font’ ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ละเอียดยิบตั้งแต่ความ บาง หนา เอียง สูง ต่ำ เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกับความฝันของนักออกแบบ เพราะต่อจากนี้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการจับเอาฟอนต์ไปอยู่ในหลายๆ แพลตฟอร์ม อีกต่อไป ทั้งมีความเป็นไปได้ในการออกแบบที่แทบไม่สิ้นสุดด้วย

 

5. Chatbot ช่วยเสริมบุคลิกแบรนด์

AI คือเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง Machine learning ช่วยให้มันมีความแม่นยำในการประมวลผลขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมในหลายๆ วงการได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยีนี้ หนึ่งในนั้นคือ Chatbot ซึ่งฉลาดขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปี 2019 เราอาจจะได้คุยกับหุ่นยนต์บ่อยกว่าที่เคย เพราะ Chatbot กำลังจะเข้าไปอยู่ในหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่างๆ มากขึ้น แถมจะเป็น Chatbot ในรูปแบบที่เฉพาะกว่าเดิมด้วย เพราะมันสามารถถูกปรับจูนให้เข้ากับบุคลิกของแบรนด์นั้นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้าตาหรือน้ำเสียงการโต้ตอบ ที่จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

6. เป็นมิตรกับนิ้วโป้ง

โทรศัพท์มือถือได้เบียดเอาชนะคอมพิวเตอร์ในเรื่องของการท่องโลกอินเทอร์เน็ตไปแล้ว เหล่าดีไซเนอร์ที่ออกแบบ UI และ UX ทั้งหลายจึงหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในอวัยวะที่สัมพันธ์กับอุปกรณ์ชนิดนี้คือ ‘นิ้วโป้ง’ ที่เราใช้ไถไปไถมาบนหน้าจอของเรา

Josh Clark เขียนไว้ในหนังสือ ‘Designing for Touch’ ว่าด้วยพฤติกรรมการจับและใช้โทรศัพท์ว่าคนเราจับโทรศัพท์แบบไหน และเคลื่อนไหวอย่างไรบนหน้าจอ โดยเฉพาะการใช้นิ้วโป้งของเรา ซึ่งทำให้การออกแบบหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากกว่าเดิม

ILLUSTRATED BY JIDA LEEPAIBOON

Share Article

Leave a reply