10 เทรนด์ด้านเทคโนโลยีที่ควรรู้ไว้สำหรับโลกในปี 2019

‘แค่อยู่กับที่ก็ถอยหลังแล้ว’ ไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่เกินจริงเลยสำหรับยุคสมัยที่หลับแล้วตื่นขึ้นมา โลกก็หมุนไปข้างหน้าจนตามไม่ทันแล้ว นั่นก็เพราะเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่แทบจะตลอดเวลา

แต่ถ้าใครอยากก้าวทันโลกในปีหน้า นี่คือ 10 เทรนด์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ควรอัพเดทและอัพโหลดใส่สมองไว้ จะได้หมุนตามโลกให้ทัน!

 

1. Autonomous Things – AI แม้ในจักรกลอัตโนมัติ

AI จะอยู่ในทุกที่ แม้แต่ในเครื่องจักรกลหรือหุ่นยนต์ที่มีระบบอัตโนมัติแล้วก็ตาม AI จะถูกติดตั้งเพื่อให้สามารถคิดและตัดสินใจสิ่งต่างๆ แทนมนุษย์ได้ (เปลี่ยนจากการใช้โปรแกรมมิ่งมาใช้ AI แทน) แต่ส่วนใหญ่จะทำได้ดีหากเป็นเป้าหมายเฉพาะ อย่างเช่น Drone บินสำรวจในฟาร์ม แล้วพบว่าพืชผลพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว Drone ก็จะส่งสัญญาณไปยังหุ่นยนต์หรือรถเก็บเกี่ยวให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ

2. Augmented Analytics – วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI

แม้ตอนนี้จะมีอาชีพอย่าง Data Scientist ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้องค์กร แต่ต่อไปข้อมูลจะมากขึ้นเรื่อยๆ จน Data Scientist พลาด insight สำคัญขององค์กรไปได้ ตัวช่วยอย่าง ‘การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI’ จึงเกิดขึ้น เพื่อจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาล แล้วนั่นก็จะส่งผลให้มี Citizen Data Scientist หรือคนทั่วไปที่เข้าใจเรื่องข้อมูลและรู้จักใช้เครื่องมือนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

3. AI-Driven Development – AI ในการพัฒนาซอฟต์แวร์

ต่อไปจะมีเครื่องมือที่ทำให้ Software Developer สามารถใช้งาน AI ในซอฟต์แวร์ที่พัฒนาได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น นั่นก็จะยิ่งทำให้ AI แพร่หลายและมีบทบาทในกระบวนการพัฒนา Software มากขึ้น รวมถึงว่าก็อาจจะมี Citizen Application Developer หรือคนทั่วไปที่ต้องการเขียนแอพฯ หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ แล้วรู้จักใช้เครื่องมือเพิ่มขึ้นด้วย

 

4. Digital Twins – นำข้อมูลจริงไปใช้ในโลกดิจิทัล

อีกเทรนด์ที่เกิดขึ้นในปีนี้และจะไปต่อในปีหน้า คือการนำข้อมูลจากวัถตุหรือโลกจริงไปใช้ประโยชน์ในโลกดิจิทัล อย่างเช่นการสร้างสำเนามนุษย์เพื่อศึกษาข้อมูลทางการแพทย์ หรือสำเนาเมืองเพื่อการวางผังหรือแก้ปัญหาเมือง เทคโนโลยีนี้จะช่วยในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสินค้าหรือบริการ รวมถึงการเพิ่มมูลค่า แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาและการซ่อมบำรุงได้

 

5. Empowered Edge – เก็บข้อมูลและประมวลผลใกล้กับผู้ใช้

การทำ Edge Computing หรือการย้ายระบบจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลไปไว้ใกล้ๆ กับผู้ใช้ให้มากขึ้น รวมถึงสามารถทำงานต่างๆ ได้ก่อนส่งข้อมูลขึ้น Cloud เพื่อความรวดเร็วนั้น จะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องว่าในอนาคตน่าจะมีธุรกิจบริการด้านนี้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แล้วในอนาคตต่อไป ตัวรับและประมวลผลเหล่านี้ก็อาจจะเข้าไปฝังอยู่ในอุปกรณ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ

 

6. Immersive Experience – รวมมิตร VR, AR, MR, และแชท

เทคโนโลยีที่ผู้ใช้งานสามารถควบคุมผ่านแชทหรือคำสั่งเสียง (Conversational Platform) จะถูกนำมารวมเข้ากับ Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น และต่อไปก็จะมีเรื่องประสาทสัมผัสเข้ามาเกี่ยวด้วย ทำให้ VR, AR หรือว่า MR จะทำงานผ่านสีหน้าหรืออารมณ์ของคนได้ด้วย

 

7. Blockchain – ใช้บล็อกเชนในเรื่องอื่นนอกจากธุรกิจ

Gartner บอกว่าการใช้งาน Blockchain ในปัจจุบันยังไม่เต็มประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการนำ Blockchain มาช่วยพัฒนากระบวนการทางธุรกิจให้มีความเป็นอัตโนมัติ หรือสร้างความน่าเชื่อถือในการบันทึกสิ่งต่างๆ บนดิจิทัล ต่อไปการนำ Blockchain มาใช้เพื่อแบ่งปันข้อมูล ติดตามวัตถุสิ่งของ และสร้าง Digital Twin รวมถึงการลดปัญหา Vendor Lock-In ก็จะเกิดมามากขึ้นในอนาคต

 

8. Smart Spaces – พื้นที่เชื่อมต่อผู้คนและเทคโนโลยี

จะมีพื้นที่ที่ออกแบบให้ผู้คนและเทคโนโลยีสามารถเชื่อมต่อและประสานงานกันได้อย่างสะดวก ถูกต้อง และเปิดเผย (ทั้งในโลกจริงและในโลกดิจิทัล) เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ทั้งในการใช้ชีวิตและการทำงาน ตัวอย่างชัดๆ ก็อย่าง Smart City, Digital Workplace, Smart Home หรือ Connected Factory

 

9. Digital Ethics and Privacy – ยกระดับจริยธรรมการใช้ข้อมูลและความเป็นส่วนตัว

ประเด็นด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวนั้นจะได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนจะยิ่งให้ความสำคัญกับข้อมูลตัวเองที่องค์กรและภาครัฐจะนำไปใช้ ในขณะที่องค์กรและภาครัฐก็ต้องออกมาดำเนินนโยบาย เพื่อป้องกันกรณีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ข้อตกลงในประเด็นด้านจริยธรรมในการใช้งานข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานจึงจะถูกยกระดับขึ้นมา

 

10. Quantum Computing – คอมพิวเตอร์ที่ใช้อะตอมประมวลผล

การนำ Quantum Computing (ระบบคอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนจากการทำงานบนแผงวงจร มาใช้คุณสมบัติพิเศษของอะตอมในการประมวลผล ทำให้กระบวนการทำงานเร็วขึ้นอย่างมหาศาล) มาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมเริ่มชัดเจนขึ้นช่วงที่ผ่านมา และ CIO หรือผู้นำทางด้านระบบ IT ขององค์กรเองก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจในตัวเทคโนโลยีนี้เพื่อเตรียมตัวรับเมื่อพร้อมใช้งาน โดย Gartner คาดว่า Quantum Computing นั้นจะเริ่มใช้งานได้อย่างแพร่หลายในช่วงปี 2023-2025

 

ILLUSTRATED BY JIDA LEEPAIBOON

Share Article

Leave a reply