สะกิดเตือนคนทำงาน โปรดระวังอาการ ‘Brownout’ !

ช่วงหลังๆ มานี่ เราได้ยินหลายคนบ่นว่า ‘Burnout’ บ่อยมาก อาการเหนื่อยและหมดไฟ เกิดขึ้นได้กับคนที่ทำงานหนักหรือมีความเครียดสูง แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอีกอาการหนึ่งที่พึงระวัง นั่นคือ ‘Brownout’ ที่โดยภาพรวมแล้วดาเมจแรงกว่ามาก เพราะกระทบทั้งเชิงบุคคลและองค์กร

 

Brownout เป็นอาการของคนทำงานที่รู้สึกทุกข์ทรมาณกับเงื่อนไขบางอย่างขององค์กร จนทำให้เกิดภาวะถอยห่าง (Disengagement) กับงานและองค์กร จนลาออกไปในที่สุด

หลายคนอาจจะคิดว่า “อ้าว ทำตามกฏไม่ได้ ไม่มีใจให้งาน ก็ต้องไปน่ะถูกแล้ว” แต่ลองมองกลับกัน บริษัทที่มีการเปลี่ยนคนบ่อยๆ (Turnover Rate สูงๆ) และสูญเสียคนเก่งๆ ให้กับที่อื่นไป อาจต้องลองทบทวนว่าเป็นเพราะมีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสมกับคนทำงานจริงๆ หรือเปล่า

สิ่งที่ Brownout แตกต่างจาก Burnout

Burnout เป็นสภาวะ ‘ชั่วคราว’ เกิดจากความเครียดและงานหนัก ค่อนข้างเป็นเรื่องของบุคคล และเห็นอาการชัดเจนทำให้บุคคลและองค์กรก็สามารถเยียวยาได้ทัน ขณะที่กับ Brownout ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความเหนื่อยจากการทำงาน แต่เป็นความหน่ายกับเงื่อนไขและระบบ คนๆ นั้นจะยังทำงานได้เต็มที่ทุกอย่าง ไม่แสดงอาการ แต่จะค่อยๆ ลดทอนความรู้สึกผูกพันกับงานหรือองค์กรจนหมดไปในที่สุด

เช็คลิสต์เร็วๆ ที่ใช้สำรวจว่าเรามีอาการ Brownout หรือเปล่า

– รู้สึกเหมือนถูกบังคับและกดดันตลอดเวลา (จนบางทีก็แพนิค)
– มีอาการป่วยทางกาย เนื่องจากขาดการพักผ่อนหรือการดูแลตัวเองที่เหมาะสม
– บกพร่องทางความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อน หรือแฟน
– ขาดความสนใจในเรื่องอื่นๆ นอกจากงาน หรือความสามารถในการเป็น ‘มนุษย์นอกเวลางาน’ ลดลง

 

Travis Bradberry คนเขียนหนังสือ Emotional Intelligence 2.0 บอกว่า สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้พนักงานเกิดอาการ Brownout  และทำให้องค์กรสูญเสียคนที่มีความสามารถ มาจาก 8 ข้อต่อไปนี้

1- ออกกฎที่หยุมหยิมหรือเยอะเกินไป (เขาใช้คำว่า ‘stupid rules’) : เป็นปกติที่องค์กรต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อความเรียบร้อย แต่ก็ควรทบทวนให้ดีว่ากฎนี้ออกมาเพื่อคนส่วนใหญ่ใช่ไหม ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาที่คน 1-2% ทำผิด ไม่เช่นนั้นก็จะมีกฎยุบยับเต็มไปหมด และจะทำให้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเวลา

2- ปฏิบัติต่อทุกคนเท่ากัน : คำว่า ‘เท่ากัน’ นี้ไม่ใช่ ‘ยุติธรรม’ แต่หมายถึงว่าจะทำงานดีหรือแย่ ก็ได้รับสิ่งตอบแทนเหมือนกัน ไม่มีการประเมินที่แตกต่าง คนที่ทำงานดีก็จะรู้สึกไม่มีแรงจูงใจ

3- ไม่มีบทลงโทษสำหรับคนที่ทำงานแย่ : นอกจากจะทำให้คนทำงานดีรู้สึกเซ็งแล้ว บางครั้งการปล่อยให้คนที่ทำงานไม่ดีลอยนวล ยังส่งผลต่อการทำงานในภาพรวมของทีม ดึงมาตรฐานทั้งทีมลงไปด้วย

4- ไม่มีรางวัลหรือการชื่นชมสำหรับคนทำดี : ก็จะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นดีหรือยัง และไม่มีกำลังใจที่จะทำต่อ

5- ไม่แคร์ความเป็นคน : องค์กรหรือหัวหน้าที่ดี ต้องมีบาลานซ์ที่ดีระหว่างความเป็นมืออาชีพ (being professional) กับความเป็นมนุษย์ (being human) พนักงานก็จะมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น และรู้สึกว่าผู้บริหารหรือหัวหน้า เป็นใครที่มากกว่าแค่คนที่ส่งแชทหรือเมลมาสั่งงาน

6- ไม่มีการสื่อสารภาพรวมขององค์กร : ถ้าไม่รู้ว่าองค์กรจะพัฒนาไปทางไหน คนก็จะไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร หรือทำแค่ไหนถึงจะพอ

7- ไม่เปิดโอกาสให้คนทำตามความชอบ : การให้คนทำงานตามสั่งอย่างเดียว จะทำให้คนหมดแพชชั่น และรู้สึกไม่มีพื้นที่ของตัวเอง เคสยอดนิยมที่มักถูกยกมาพูดกันคือ Google หรือ 3M ที่เปิดโอกาสพนักงาน ใช้เวลางานบางส่วนเพื่อพัฒนาโปรเจ็กต์ที่ตนชื่นชอบ และคิดว่าเป็นผลดีกับบริษัท จนเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ก็เป็นผลดีต่อบริษัทจริงๆ

8- ไม่สนุก

ดูเป็นสาเหตุที่ ‘คอมมอนเซนส์’ มากๆ แต่เชื่อเถอะว่าเกิดขึ้นจริงในหลายองค์กร เพราะลืมทบทวนเงื่อนไขหรือระบบจัดการที่ใช้อยู่

HBR บอกว่าในองค์กรส่วนใหญ่ พนักงานจะเป็น Burnout 5% ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Brownout ที่เป็นกันถึง 40%

และส่วนใหญ่จะเป็นกับคนเก่งๆ ซึ่งก็น่าเสียดายสำหรับองค์กร ที่ทั้งสูญเสียทรัพยากรด้านคน และต้องแบกรับ ‘ราคา’ ทั้งในด้านตัวเงินและเวลาของการเปลี่ยนผ่านพนักงาน นอกจากนั้น ถ้าคนระดับหัวหน้าเป็น Brownout ก็อาจกระทบต่อการทำงานของทีมได้ด้วย

หลายครั้งที่ ‘การเสนอเงิน’ ถูกเอามาใช้ในการแก้ปัญหา เวลามีคนตัดสินใจเดินออกจากองค์กร แต่ในกลุ่มอาการ Brownout นี้ บอกเลยว่า.. ใช้เงินแก้ปัญหาไม่ได้! (ใจไม่อยู่ เงินก็เอาไม่อยู่) สิ่งที่เรียกว่า ‘active partnering’ อาจจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ คือการเซ็ตระบบที่ระดับบริหาร ระดับจัดการ และระดับพนักงาน ได้แชร์กันถึงความต้องการ ทั้งในด้านการทำงาน (Professional Objectives) และในแง่เป้าหมายส่วนตัว (Personal Objectives) รวมถึงการมีโครงสร้างที่สนับสนุนคนทำงาน (Supportive System) ก็จะช่วยให้คนไม่รู้สึกอึดอัด และมีแรงมีใจทำงานต่อไปกับองค์กรมากขึ้น

 

นอกจาก ‘เวลา’ แล้ว ‘คน’ นี่แหละ ที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่องค์กรต้องจัดการให้ได้ และรักษาไว้ให้ดี ไม่งั้นก็จะมี B Syndrome ต่างๆ ตามมาอีกไม่รู้จบ

ILLUSTRATED BY JIDA LEEPAIBOON

Share Article

Leave a reply