เผยตัวละครลับ ‘Exhibition Researcher’ เบื้องหลังในเบื้องหลังของนิทรรศการศิลปะ

เวลาเราเห็นนิทรรศการงานแสดงศิลปะ ‘ว้าวๆ’ บางคราวก็ต้องหลุดปากชมภัณฑารักษ์ (Curator) ว่าไปหยิบสิ่งนั้นสิ่งนี้มาประกอบเป็นเรื่องเป็นราวอะไรได้ขนาดนี้ แต่จริงๆ แล้ว ยังมีตัวละครลับที่คอย ‘ชง’ อยู่เบื้องหลัง อย่าง ‘Exhibition Researcher’ ที่เป็นคนกลั่นกรองสิ่งต่างๆ ให้ภัณฑารักษ์พร้อมเลือกและหยิบเอาไปผสมผสานได้ตามต้องการ

 

กฤษ – กฤษตฤณ วีระฉันทะชาติ’ คือหนึ่งในคนเบื้องหลัง (ในเบื้องหลัง) ที่เคยทำหน้าที่ Exhibition Researcher นี้ หากเปรียบนิทรรศการสักชิ้นเป็นการสร้างบ้าน กฤษขอวางตัวเองเป็นหน่วยเสริมที่จะคอยอุดรอยรั่วของแผนก่อสร้าง และทำให้ทุกอย่างให้ออกมากลมกล่อมที่สุด

อะไรคือวิธีการที่เขาหาเรื่องราวไปให้คนอื่นเล่า? กระบวนการประกอบสร้างนิทรรศการสักชิ้นนั้นเป็นอย่างไร? ลองมารู้จักตัวละครลับผู้อยู่เบื้องหลังในเบื้องหลังนี้กัน

 

1. ทำตัวเป็นสารานุกรม

“ภัณฑารักษ์แม่งยุ่งฉิบหาย” คือเหตุผลที่กฤษอธิบายถึงการมีอยู่ของอาชีพนี้ หน้าที่ของเขาคือการรวบรวมและรียบเรียงความรู้ต่างๆ มาให้ภัณฑารักษ์ พร้อมทั้งต้องเป็นอับดุลที่รู้แทบทุกอย่างเกี่ยวกับบริบทของงาน แบบถามได้ตอบได้ เพราะในเวลาเดียวกับการปั้นโปรเจ็กต์หนึ่งอยู่ ภัณฑารักษ์เองก็ต้องดูแลงานส่วนอื่นๆ ไปด้วย

“ภัณฑารักษ์ไม่ได้รู้ทุกอย่าง แต่ต้องรู้ไง การทำนิทรรศการเดี๋ยวนี้จะรู้แค่ประวัติศาสตร์ทั่วไป หรือประวัติศาสตร์ศิลป์เกี่ยวกับงานที่จะเอามาแสดงมันไม่พอ ยิ่งศิลปินทำงานยากขึ้น conceptual มากขึ้น ภัณฑารักษ์เองก็ต้องรู้มากขึ้น บางทีเอางานศิลปินต่างชาติมาแสดงในไทย เขาก็อยากจะเล่นอะไรที่เข้ากับบริบทไทยๆ อีก ก็ย้อนกลับไปว่า ภัณฑารักษ์อยากทำ แต่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง งานของเราก็คือมาช่วยตรงนี้”

2. วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล

ไม่ใช่แค่รวบรวมข้อมูลมากองให้ภัณฑารักษ์ แต่ Exhibition Researcher อย่างกฤษ ต้องเป็นคนที่นั่งแยกแยะ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ ก่อนจะร้อยเรียงให้มันประสานกัน เพื่อภัณฑารักษ์หยิบจับไปใช้ให้ได้ง่ายและมากที่สุด

“ภัณฑารักษ์อยากรู้อะไร อยากใช้เนื้อหาอะไรประกอบในงาน อยากให้เราไปทางไหน เราก็ต้องหามาตอบ เข้าหรือไม่เข้ากับงาน เหมาะกับนิทรรศการนั้นๆ จริงหรือเปล่า หรือบางทีทำข้อมูลแทบตาย ไม่ได้ใช้เลยก็มี งานนี้มันเลยไม่ต่างจากการทำวิจัยสักเรื่อง แต่เราแค่ไม่ได้เป็นคนกำหนดโจทย์เอง

ส่วนวิธีวิจัยหรือวิธีการทำงานนี่เรากำหนดเอง แล้วเราก็เอาข้อมูลทุกอย่างมาเขียนสรุปให้ภัณฑารักษ์อ่าน แล้วก็มานั่งคุยกันว่าโอเคไหม เจออะไรบ้าง อันไหนน่าใส่เพิ่มลงไป หรืออันนี้ใส่เข้าไปแล้วมันดูไม่เข้ากัน เรากับภัณฑารักษ์เห็นภาพตรงกันไหม เนื้อหาที่ทำมามันทำให้เราเข้าใจงานหรือศิลปินเพิ่มขึ้นอย่างไร งานก็จะวนๆ ไปแบบนี้ หาข้อมูล มานั่งถกกัน หาข้อมูลเพิ่ม จนข้อมูลมันอิ่มในตัวมันเอง”

 

3. หาความเป็นไปได้ และทำตัวเป็นฝ่ายค้าน

แม้กฤษจะบอกว่าสำหรับงานนิทรรศการ ภัณฑารักษ์คือผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางทุกอย่าง แต่เคล็ดลับในการทำงานของเขาก็คือ เราต้องเป็นฝ่ายค้าน และพยายามหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ มาเสนอผ่านความหนักแน่นของข้อมูลที่เขาถืออยู่

“บางทีเราทำรีเสิร์ชไปเยอะๆ แล้วเราเห็นอะไรที่น่าสนใจ หรือเห็นข้อมูลอะไรที่มันพอจะมาแย้งภัณฑารักษ์ว่า เฮ้ย มันไม่ใช่นะ เราก็เอามาคุยกับเขาว่าสิ่งที่เขาคิดมันไม่เวิร์คยังไง หรือบางทีเรารีเสิร์ชไป เราเจออะไรที่คิดว่ามันดีนะ เราก็จะด้นเองต่อเลย เพื่อที่จะเอาข้อมูลที่หนักแน่นที่สุดไปขายภัณฑารักษ์ว่า เออๆ มันเป็นแบบนี้ๆ นะ แบบนี้ดีนะ งานมันน่าจะมีมุมนี้ที่เล่าได้ แต่สุดท้ายเขาจะซื้อหรือไม่ซื้อก็เป็นหน้าที่ของภัณฑารักษ์ที่ต้องตัดสินใจ”

 

4. ตามทันไม่ใช่ตามใจ

“งานของเราคือการหยิบเอาหลายทักษะหลายอาชีพในโลกนี้มาประกอบกัน อย่างเช่นทักษะการเป็นหมอดูที่จำเป็นกับการทำงานไม่น้อย เพราะคนทำข้อมูลอย่างเราไม่ใช่แค่การควานหาข้อมูลมาเสิร์ฟมาเล่า แต่ยังต้องอ่านใจหรือรู้ใจภัณฑารักษ์กับคนทำงานฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะ Exhibition Designer ที่จะเอาข้อมูลมาเปลี่ยนเป็นภาพที่ให้ประสบการณ์กับผู้ชมงานมากที่สุด”

กฤษจึงเหมือนเป็นตัวกลางของทุกฝ่าย อ่านให้ออกว่าใครอยากได้อะไร มองให้เห็นว่ายังขาดอะไร หรือไม่ก็ปหาอะไรมาเสนอบ้างให้พอสนุกสนาน

นิทรรศการที่เราเข้าไปชมในหอศิลป์ทั้งหลาย โดยเฉพาะนิทรรศการที่ต้องการเล่นกับผู้ชมมากไปกว่าการจัดแสดงผลงาน จึงไม่ได้มาจากภัณฑารักษ์หรือเรื่องราวของศิลปินนั้นๆ เท่านั้น แต่มันคือลูกเล่นของ Exhibition Researcher ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

 

ILLUSTRATED BY NATTAPON KAIKEAW

Share Article

Leave a reply