‘SMCR’ 4 หลักคิด เบื้องหลังการทำหนังแบบ GDH

มีสูตรมาบอก! เบื้องหลังความสำเร็จของหนังทุกเรื่องของค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง GDH นั้น มาจากแนวคิดการสื่อสารง่ายๆ ที่นักเรียนนิเทศศาสตร์ทุกคนต้องได้เรียนในคลาสสื่อสารมวลชนอย่างทฤษฎี SMCR ของ David K. Berlo

 

ทฤษฎีนี้ว่าด้วยแนวคิดของการ ‘ส่งสาร’ ไปถึงผู้รับอย่างไรให้เข้าใจอย่างสมบูรณ์กันทั้งสองฝ่าย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ GDH จะทำหนังเรื่องอะไร และอย่างไร เพื่อให้คนดูอินไปกับเรื่องราวที่เหล่านักทำหนังทั้งหลายตั้งใจผลิตออกมาให้ได้มากที่สุด

ผลลัพธ์ของทฤษฎีนี้ปรากฏออกมาเป็นรายได้เหยียบร้อยล้านของหนังแทบทุกเรื่องที่ GDH เป็นคนสร้างสรรค์ และนี่คือคำอธิบายจาก ‘วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์’ โปรดิวเซอร์และผู้พัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ ของ GDH

ดูคลิป ‘สื่อสารอย่างมีศิลปะ ดูกระบวนการก่อนส่งหนังเข้าโรงกับ GDH’ ได้ที่ : youtube.com/watch?v=NVEABmH3bEc

 

1. S – Sender

ผู้ส่งสาร‘ ถือว่าเป็นต้นทางของเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งสำหรับ GDH แล้ว สิ่งสำคัญของการทำภาพยนตร์สักเรื่องก็คือ การ ‘Put the right man to the right job.’ นั่นคือ การหาคนมาทำงานที่จะเหมาะสมกับเนื้องานนั้นๆ

นั่นทำให้หนังทุกเรื่องของ GDH ไม่ได้เริ่มจากการเอาบทไปยัดใส่มือผู้กำกับ แต่เป็นการร่วมพัฒนาบทและโปรเจ็กต์นั้นๆ ไปพร้อมกับความสามารถทางการสื่อสารและความเหมาะสมของตัวผู้กำกับ และนี่เองที่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ GDH หันมาทำหนังที่ฉีกไปจากหนังฟีลกู๊ดมากขึ้น ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ แค่ GDH ยังไม่เจอคนที่จะทำมันออกมาได้สมบูรณ์จริงๆ ต่างหาก

 

2. M – Message

เนื้อหา‘ หรือ ‘บท‘ ที่ GDH จะเล่าออกไป ส่วนใหญ่ใช้เวลาพัฒนาบทหนังแต่ละเรื่องไม่ต่ำกว่า 1 – 4 ปี! (น้อยเรื่องที่ใช้เวลา 6 เดือนก็เอาอยู่) ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ก็เนื่องมาจากว่า สำหรับ GDH แล้ว การลงทุนกับบทหนังถือเป็นการลงทุนที่ใช้เงินน้อยที่สุด เพราะฉะนั้น หากมีบทในมือที่รอบคอบ เพียงพอ เล่าเรื่องอย่างที่ ‘ใช่’ กับความต้องการของทีมแล้ว ต่อให้ใช้เวลา 4 ปีก็ไม่นานเกินไปที่จะทำให้หนังอย่าง ‘รถไฟฟ้า มาหานะเธอ’ กลายเป็นหนังร้อยล้านในตำนานชวนฝันสำหรับหญิงไทยหลายคน

3. C – Channel

แน่นอนว่าสำหรับ GDH แล้ว ช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขาก็คือ ‘ภาพยนตร์’ ซึ่งมันไม่ใช่แค่การฉายภาพยนตร์ให้คนดูแบบทื่อๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง ‘ประสบการณ์’ ร่วมต่างๆ ผ่านการชมภาพยนตร์ให้คนดูด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพิถีพิถันเลืิอกเพลงประกอบภาพยนตร์ การใส่กิมมิกบางอย่างที่ทำให้ผู้ชมอินแล้วอินอีกไปกับหนัง

จริงๆ ช่องทางการสื่อสารนี้อาจจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น หนังสือ เพลง สินค้า โปสเตอร์ หรือคลิปวิดีโอ เพียงแต่ทีมงาน GDH ผู้รักหนังทุกคนนั้น เชื่อว่าภาพยนตร์คือช่องทางที่พวกเขาถนัดที่สุดในการสื่อสารกับทุกคน

 

4. R – Receiver

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ในการทำหนังก็คือ ‘ผู้ชม’ หรือผู้รับสาร การทำสื่ออะไรสักอย่างหรือภาพยนตร์สักเรื่องจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงกลุ่มคนดูเป็นสำคัญ หนังเรื่องนี้ต้องสื่อสารกับใคร และควรจะสื่อสารแบบไหนเพื่อกลุ่มคนดูเหล่านี้

แต่ก็มีคนแอบกระซิบมาว่า จริงๆ แล้ว GDH มักเลือกทำหนังแบบที่คนทำหนังอยากดู ชอบ และอินไปกับมัน เพราะพวกเขาเชื่อว่า หากทำหนังที่มีประเด็นการสื่อสารที่ ‘ใช้ได้’ กับทุกช่วงเวลา และเป็นประเด็นร่วมของคนวงกว้างในแทบทุกสมัย อย่างน้อยก็ต้องมีคนจำนวนหนึ่งที่สนใจหนังของพวกเขาบ้าง นั่นจึงทำให้เวลาเฉลี่ย 1 – 4 ปี ที่ใช้ไปกับการพัฒนาบทหนัง ไม่ได้ทำให้หนังของ GDH ล้าสมัยจนไม่มีใครอยากดู

ILLUSTRATED BY NATTAPON KAIKEAW

Share Article

Leave a reply